My Photography

Showing posts with label แต่งภาพ (กราฟฟิค) ออนไลน์. Show all posts
Showing posts with label แต่งภาพ (กราฟฟิค) ออนไลน์. Show all posts
ไม่ได้อัพบล็อกนี้นานมากเลย วันนี้มีโปรแกรมการแต่งภาพออนไลน์มาให้เล่นสนุกๆ กันคะสามารถแต่งภาพจากเว็ยไซต์ได้เลย ไม่ต้องโหลดโปรแกรมให้หนักเครื่อง ลองเข้าดูที่  http://pixlr.com/

ส่วน http://apps.facebook.com/o-matic/ จะเป็น app ใน facebook แล้วกดอนุญาตใช้ app นี้ สามารถดึงภาพจากอัลบั้มรูปต่างๆ มาเล่นได้เลยคะ จะเป็นการแต่งภาพแนว Retro น่ารักดีคะ



ลองเล่นกันดูนะคะ หวังว่าจะชอบ แล้วจะหาโปรแกรมใหม่ๆ มาให้เล่นกันคะ
      
       ในปีค.ศ. 2010 นี้หลายคนอาจจะรู้แล้วว่า การมีเว็บไซต์สักหนึ่งเว็บไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ โดยไม่ต้องลงโปรแกรมใดๆ และอาศัยเพียง "เบราว์เซอร์" หรือโปรแกรมเปิดดูเว็บไซต์อย่างเดียวก็ทำให้คุณมีเว็บไซต์ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
     
       และบริการที่ว่านั้นก็มีมากกว่า 10 เว็บไซต์ ซึ่งแบ่งเป็นทั้งเว็บไซต์ที่เน้นการให้ข้อมูลและรูปภาพเหมือนเว็บไซต์ที่สร้างโดยมืออาชีพทั่วไป ซึ่งก็ได้แก่ Weebly l ใช้ "เว็บ" สร้าง "เว็บ" แค่คลิกๆ เขียนๆ ก็เสร็จแล้ว! ที่เราได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ รวมไปถึงเว็บไซต์ที่เน้นกราฟิกหรูหรา เป็นแฟลชทั้งเว็บอย่าง WIX.com ด้วย
     
       แต่สิ่งที่เราจะมาแนะนำในวันนี้เป็นอะไรที่พิเศษ และแปลกกว่านั้นอีกสเต็ป นั่นก็คือ เว็บไซต์ที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่กับบริการที่ไม่คุ้นเคย แต่กลับสามารถเลือกใช้ "บล็อก" ยอดฮิตทั่วโลกที่หลายคนอาจจะใช้ประจำอยู่แล้วอย่าง เวิร์ดเพลส (Wordpress.com ) บล็อกเกอร์ (Blogger.com) และ ทัมเบลอร์ (Tumblr) แล้วมาตกแต่งหน้าตาใหม่ ใส่สารพัดฟีเจอร์ที่ผู้ให้บริกาบล็อกต้นฉบับเหล่านี้ให้เราไม่ได้
     
       stiqr.com (อ่านว่า สติ๊กเคอร์) คือ เว็บไซต์ที่ช่วยให้คุณแก้ไขหน้าตาและฟีเจอร์ของบล็อกยอดฮิต (ที่ปกติจะมีเทมเพลตหรือธีมตายตัว) ได้โดยแค่ลากแล้ววางองค์ประกอบของเนื้อหาต่างๆ ไปยังตำแหน่งที่ต้องการบนหน้าเว็บ ซึ่งไม่ต่างอะไรไปจากการติดสติ๊กเกอร์ที่ผนัง หรือหลังตู้เย็นเลยทีเดียว! ทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาเข้าสู่ระบบของผู้ให้บริการบล็อกนั้นๆ อีกด้วย แถมยังแก้ไขข้อมูลได้ทุกเวลาที่ต้องการ จากทุกเบราว์เซอร์ที่อยู่ตรงหน้าคุณ
     
      

     
       วิดีโอสาธิตการใช้งาน Stiqr
     
      


     
       และสำหรับคนที่อยู่ในวงการเว็บอยู่แล้ว ทั้งดีไซน์เนอร์ และโปรแกรมเมอร์ ก็ยังนำมันไปใช้ตกแต่งกับเว็บไซต์อื่นๆ ของคุณได้ เช่น เว็บขายของ เว็บบอร์ด หรือระบบจัดการเนื้อหาอื่น (CMS) แล้วคุณจะรู้ว่าการแก้ไขเว็บบ่อยๆ ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าเบื่ออีกต่อไป
      
       ถึงตอนนี้ ทีมงานเชื่อว่าคุณอาจจะคิดในใจว่า "ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีอะไรแบบนี้ด้วย!" ทีมงานเองก็รู้สึกแบบนี้เมื่อก่อนที่จะลงมือเขียนรีวิวนี้เช่นกัน
     
       วิธีการใช้งาน stiqr 4 ขั้นตอน
     
       


       

     
       1. ติดตั้งโค้ดพิเศษของ stiqr ลงในธีมของบล็อก 
     
       ขั้นตอนสำคัญที่สุดของการใช้งาน stiqr คือ การใส่โค้ดเฉพาะของ stiqr ลงไปโค้ดในเว็บบล็อกเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นตำแหน่งเดียวกับที่คุณจะต้องไปแก้ไขดีไซน์ของบล็อกนั่นเอง
     
       คลิกที่นี่ แล้วเลือกโลโก้ของบล็อกที่คุณใช้อยู่ จากนั้นก็ใส่โค้ดด้านล่างนี้ลงไปในตำแหน่งบนของโค้ดที่เขียนว่า (ที่มักจะต้องอยู่ด้านล่างสุดของโค้ดบล็อก) ขั้นตอนนี้ทำครั้งแรก และครั้งเดียว
     
      

     
       ตัวอย่างการใส่โค้ดของ stiqr สำหรับบล็อกเกอร์
     
       วิธีการ เข้าสู่ระบบของบล็อกเกอร์ > เลือกที่แผงควบคุม (Dashboard) > เลือกที่รูปแบบ (Layout) > ดูเมนูย่อยด้านล่างที่เขียนว่า "แก้ไข HTML" (EDIT HTML) > แปะโค้ดของ Stiqr ลงไปที่เหนือ
     
      

     
       ตัวอย่างการใส่โค้ดของ stiqr สำหรับทัมเบลอร์ 
     
       วิธีการ เข้าสู่ระบบของทัมเบลอร์  > Customize > Theme > แปะโค้ดของ Stiqr ลงไปที่เหนือ
     
      

     
       ตัวอย่างการใส่โค้ดของ stiqr สำหรับเวิร์ดเพลส
       

       วิธีการ
 เข้าสู่ระบบของเวิร์ดเพลส  ดูที่ Appearance > เลือก Editor > ไปหาไฟล์ที่ชื่อ footer.php  เปิดไฟล์ขึ้นมา > ค้นหา > ใส่โค้ด Stiqr ลงไป > เลือก Update File
     
      

     
       * บริการของ Stiqr ใช้ได้เฉพาะคนที่ติดตั้งโปรแกรมเวิร์ดเพลสลงไปในเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น คนที่สมัครสมาชิกจากเว็บไซต์เพื่อใช้งานออนไลน์ระบบของเวิร์ดเพลสยังไม่รองรับให้แก้ไขโค้ดในธีมของบล็อก
     
       2. กดปุ่ม Shift +f2 ที่แผงปุ่มกดของคอมพิวเตอร์ จะปรากฎหน้าต่างขึ้นมาหน้าจอให้คุณลงทะเบียนเพื่อใช้บริการของ Stiqr ก่อน โดยกรอกที่อยู่อีเมล์ และพิมพ์รหัสผ่าน
     
       3. จากนั้นจะมีหน้าต่างแจ้งบอกว่าคุณได้สมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้ว
     
       4. กด Shift + f2 อีกครั้ง ก็จะมีเครื่องมือลอยขึ้นมาที่ด้านล่างของหน้าจอบล็อก เลือเครื่องมือต่างๆ เพื่อตกแต่งบล็อกของคุณได้ในทันที
     
      

     
       แนะนำเครื่องมือ 6 อย่างของ Stiqr
     
      

     
       1. Text:  ใส่เนื้อหาต่างๆ ลงไปเพิ่มในหน้าบล็อก เพราะปกติธีมบล็อกมักจะมีช่องให้กรอกข้อมูลที่จำกัด เช่น ชื่อบล็อก สโลแกนบล็อก แต่ด้วย Stiqr เราสามารถใส่ข้อความ ทำให้เป็นลิงก์เพิ่มได้ตามต้องการ ปรับขนาด สี และรูปแบบตัวอักษรได้ รองรับภาษาไทยได้
     
       2. Image : ใส่ภาพ โดยเลือกได้จากแกลอรี่ที่มีอยู่แล้ว จะเป็นในรูปแบบไอค่อน หรือเลือกอัปโหลดเซ็ทภาพสวยๆ ของตัวเองขึ้นไปก็ได้
     
      

     
       เวลาจะเลือกใช้ภาพใด ให้กดที่ภาพนั้น ภาพก็จะไปปรากฎเหนือบล็อก ให้เราเลือกลาก และวาง หรือ ลดขนาดได้เอง และเวลาย่อรูปให้ลากเม้าส์จากที่มุมขวาล่าง พร้อมกับกดปุ่ม Shift ไปพร้อมกัน เพื่อให้ภาพคงสมดุลของสัดส่วนภาพไว้
     
       3. Shapes: สามารถใส่รูปทรงสี่เหลี่ยมสีต่างๆ เพื่อตกแต่งบล็อกได้
     
       4. Background: เปลี่ยนภาพ หรือสีพื้นหลังของบล็อกได้ดังใจ
     
       5. HTML/CSS: ให้คุณแปะวิดเจ็ท (Widgets) ต่างๆ ได้ เช่น วิดีโอจากยูทูบ ตัวเลขนับจำนวนคนเข้าชมเว็บ หน้าต่างแฟนเพจของเฟสบุ๊ก ฯลฯ
     
       6. Apps: สามารถใส่หน้าต่างข้อความล่าสุดของทวิตเตอร์ได้ โดยเลือก Free Apps > เลือก Juitter - Display tweets on your website จากนั้นใส่ชื่อผู้ใช้ของทวิตเตอร์ พร้อมกับจำนวนของข้อความที่ต้องการนำมาแสดงที่หน้าแรกของบล็อก จากนั้นลากกล่องแสดงข้อความจากทวิตเตอร์ไปวางในตำแหน่งที่ต้องการ
     
       วิธีแก้ไขข้อมูลสติ๊กเกอร์ที่เพิ่มจาก Stiqr
     
       
เมื่อใดที่คุณต้องการแก้ไของค์ประกอบใดๆ ก็เพียงคลิกขวาที่ชิ้นงานนั้นแล้วเลือกคำสั่งต่างๆ เช่น Duplicate (ทำซ้ำ) Send Back (นำไปวางไว้ข้างหลัง) เป็นต้น
     
      

     
       และถ้าหากคุณต้องการแก้ไขสติ๊กเกอร์ทั้งหมด ให้ดูที่แถบเครื่องมือด้านล่างแล้วกดปุ่ม Manage my Stickers > ดูรายชื่อสติ๊กเกอร์ที่ต้องการแล้วกดปุ่ม Edit
     
      

     
       ทุกครั้งที่คุณเลือกใช้เครื่องมือใดๆ วางองค์ประกอบต่างๆ ไปบนหน้าเว็บ จะทำการบันทึกข้อมูลไว้ทันที และผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นแบบที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า (web-based WYSIWYG web editor) และทำให้ไม่ต้องปวดหัวกับการแก้ไขโค้ด สลับหน้าต่าง หรือ รีเฟรชหน้าจอไปมาอีกต่อไป
     
       ต่อจากนี้ เมื่อใดที่คุณต้องการแก้ไขหน้าตาของบล็อก ก็เพียงเข้าที่ที่อยู่เว็บบล็อก จากนั้นก็กดปุ่ม Shift+F2 แล้วใส่รหัสผ่านของ Stiqr ก็จะสามารถแก้ไขข้อมูลได้ทันทีที่ต้องการ ในทุกเบราว์เซอร์
     
       และนี่คือผลลัพธ์ของการใช้ Stiqr ตกแต่งบล็อกของบล็อกเกอร์
     
      

     
       โดยได้แก้ไขหน้าตาบล็อกด้วย Stiqr โดยการอัปโหลดรูปของตัวเอง เลือกรูปจากไอคอนที่มีให้ ใส่วิดเจ็ทของทวิตเตอร์ ใส่คลิปวิดีโอ ใส่วิดจิทนับจำนวนคนเข้าชมเว็บ ภายในเวลาไม่กี่นาที ก็ได้บล็อกที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร และมีฟีเจอร์มากมายอีกด้วย
     
       ดูหน้าตาบล็อกเกอร์ที่ตกแต่งด้วย Stiqr แบบเต็มๆ ที่นี่
     
      

     
       ถึงแม้บล็อกนั้นจะแก้ไขเนื้อหาด้วย Stiqr แล้ว แต่เมื่อดูจากเบราว์เซอร์ไหนๆ ก็ได้ผลเหมือนกัน
     
      

     
       หลังจากคุณได้รู้จักกับ Stiqr ในวันนี้ ก็ทำให้รู้ว่าเราสามารถเป็นทั้งดีไซน์เนอร์ โปรแกรมเมอร์ และเจ้าของบล็อกในคราวเดียวกัน
     
       ขอชม
     
       - แก้ไขบล็อกได้ง่ายมาก ติดตั้งโค้ดครั้งเดียว ทำให้แก้ไขบล็อกได้กับทุกเบราว์เซอร์ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องใช้ความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมใดๆ ทั้งสิ้น
       - รองรับการใส่ข้อมูลภาษาไทยได้ 100%
       - นอกเหนือจากการใช้กับบล็อกแล้ว ยังนำโค้ดนี้ไปใช้กับเว็บไซต์ประเภทอื่นได้อีก
     
       ขอติ
       

       
- การใช้งานด้วยเบราว์เซอร์ของกูเกิล โครม ยังไม่เสถียรเท่าใดนัก
       - แอปฯ ยังมีให้เลือกใช้น้อยไปหน่อย แต่เชื่อว่าในอนาคตต้องมีเพิ่มมาอีกแน่นอน
     
       เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Stiqr 
     
       การเขียนชื่อ Stiqr เป็นการเขียนตามแบบฉบับของการตั้งชื่อเว็บ 2.0 หรือ การทำให้เว็บไซต์เป็นเสมือนกับโปรแกรม แต่ใช้งานผ่านเบราว์เซอร์โดยไม่ต้องลงโปรแกรมให้ยุ่งยาก (Software as a Service (SaaS)) ซึ่งมักจะนิยมตัดสระ E ออก เพื่อให้ชื่อเว็บสั้นลง จำง่าย และไม่ซ้ำกับชื่อโดเมนที่เคยจดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเว็บยอดนิยมที่ใช้เทคนิคการตั้งชื่อเว็บแบบนี้ก็มีอีกมากมาย เช่น Flickr, Tumblr, หรือแม้กระทั่งทวิตเตอร์ ก็ยังมีชื่อเดิมคือ twttr ด้วย
     
       ในตอนนี้บริการของ Stiqr ยังเป็นเวอร์ชันทดลอง จึงไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ทีมงานระบุว่าหากคุณได้สมัครใช้งานในเวอร์ชันทดลองตั้งแต่แรก เมื่อเปิดเวอร์ชันจริงก็ยังจะให้ใช้สมาชิกที่สมัครตั้งแต่เป็นเวอร์ชันทดลองได้ใช้งานฟรีด้วย ฉะนั้นรีบเป็นสมาชิกก็ไม่เสียหาย
     
       ข้อมูลทั้งหมดของสติ๊กเกอร์ที่เราติดไว้บนบล็อกนั้นจะถูกเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ด้วยระบบการประมวลผลบนกลุ่มก้อนเมฆ (Cloud Computing) โดยบริการของ Amazon EC2 และ Rackspace
     
       สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องเว็บและสนใจความสามารถขั้นสูงของ Stiqr  เช่น การ
       การทำให้เว็บไซต์ที่เพิ่มเนื้อหาด้วย Stiqr สามารถค้นหาด้วยเว็บค้นหาชื่อดังได้ (Search Engine Optimizer) ก็สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
www.flixtime.com สร้างคลิปวิดีโอด้วยตัวเองง่ายนิดเดียว!
      
       งานแอนิเมชันในความรู้สึกของคนทั่วไปดูเป็นเหมือนเรื่องที่ยากเกินความสามารถ ต้องมีการใช้โปรแกรมขั้นสูง และทักษะเฉพาะตัว แต่หลังจากที่เรารีวิว เว็บไซต์ Animoto l สร้างคลิปวิดีโอสุดอเมซิ่งได้ภายใน 10 นาที ก็ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในฝีมือตัวเองว่าเราก็สามารถเสกคลิปวิดีโอเจ๋งๆ กับเขาได้เหมือนกัน
   
       และโอกาสนี้จึงอยากจะชวนคุณมาตอกย้ำความสามารถนี้อีกครั้งด้วยการแนะนำเว็บไซต์ทำคลิปวิดีโอออนไลน์ ซึ่งไม่ต้องดาวน์โหลดโปรแกรมใดๆ แถมยังสร้างคลิปวิดีโอความยาวสูงสุด 1 นาทีได้อีกด้วย!
   
       Flixtime.com คือ เว็บไซต์ที่ให้คุณสร้างคลิปวิดีโอ (ความยาวสูงสุด 1 นาที) ด้วยตัวเอง แค่เลือกรูป เพลง และพิมพ์ข้อความที่ต้องการ รอไม่กี่อึดใจก็จะได้คลิปวิดีโอเอฟเฟกต์สวยๆ เหมือนมีมืออาชีพมาทำให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียเวลาลงโปรแกรมใดๆ และยังนำโค้ดไปติดที่เว็บไซต์ใดๆ หรือจะดาวน์โหลดเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ได้อีกด้วย
   
       

   
       จุดเด่น 3 ประการที่ทำให้ Flixtime สนุกและดีกว่า animoto
   
       1. สามารถทำคลิปวิดีโอความยาวได้สูงสุด 1 นาที (animoto ทำได้แค่ 30 วินาที)
       2. ดาวน์โหลดคลิปวิดีโอที่ทำขึ้นมาในรูปแบบของไฟล์วิดีโอได้ฟรี
       3. รองรับการใส่ข้อความภาษาไทยและแสดงผลได้อย่างดีในวิดีโอ
   
       เตรียมคอมฯ เตรียมไฟล์ ก่อนสร้างชิ้นงาน
   
       เว็บเบราว์เซอร์ดังๆ ทุกค่ายสามารถเปิดเว็บ Flixtime เพื่อสร้างคลิปวิดีโอได้ทั้งหมด ได้แก่ ไฟร์ฟอกซ์ (Firefox), ซาฟารี (Safari), อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์พลอเรอร์ (Internet Explorer), และ กูเกิล โครม (Google Chrome) และยังต้องติดตั้งโปรแกรมที่เล่นไฟล์แฟลชไว้แล้วด้วย ถ้ายังไม่ติดตั้ง เชิญดาวน์โหลดที่นี่ 
   
       ไฟล์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับการนำมาทำคลิปวิดีโอ มีดังนี้
   
       ไฟล์เพลง รองรับเฉพาะนามสกุล mp3 ขนาดไม่เกิน 15 เมกะไบต์/เพลง
       ไฟล์ภาพ รองรับเฉพาะนามสกุล jpg, gif,png ขนาดไม่เกิน 7 เมกะไบต์/ภาพ
       ไฟล์วิดีโอ รองรับเฉพาะนามสกุล avi, mpg, flv, wmv and mov  ขนาดไม่เกิน 75 เมกะไบต์/คลิป (เบื้องต้นช่วงทดลองใช้งาน (Beta) จะแสดงผล 10 วินาทีแรก ของแต่ละคลิปเท่านั้น)
   
       เริ่มต้นสร้างคลิปวิดีโอด้วย Flixtime กันเลย
   
       1. สมัครสมาชิกก่อน ที่นี่
   
       
   
       2. จะเห็นแถบเครื่องมือต่างๆ คล้ายๆ กับ animoto แต่แสดงผลเป็นแนวนอน
   
       
   
       เริ่มแรกจะต้องตั้งชื่อคลิปวิดีโอ คำบรรยาย และเลือกรูปแบบไฟล์วิดีโอคลิปต้องการทำ มีให้เลือก 5 แบบด้วยกัน คือ ไฟล์ความละเอียด 640 x 360 พิกเซล เลือกได้ 4 ฟอร์แมต ได้แก่ DivX, FLV, MPEG4, H264 และ MPEG4 สำหรับไอพ็อด จะเป็นไฟล์ความละเอียด 320 x 240 พิกเซล ที่เหมาะสำหรับการรับชมบนหน้าจอไอพ็อดโดยเฉพาะ
   
       ส่วนภาพ และเพลงที่จะนำมาประกอบกับคลิปวิดีโอนั้น สามารถเลือกได้จาก 2 แหล่ง ได้แก่ สต็อกภาพที่ทางเว็บจัดไว้ให้ (ใช้ภาพจากเว็บ fotolia.com) ส่วนสต็อกเสียงเพลงประกอบ (ใช้คลิปเสียงจากเว็บ AudioMicro.com) หรือ อัปโหลดภาพ และคลิปเสียงจากคอมพิวเตอร์ขึ้นไปบนเว็บ ซึ่งก็สามารถอัปโหลดได้รวดเร็วจนน่าทึ่ง
   
       วิธีการใส่เนื้อหาต่างๆ ในคลิป
   
       2.1 เริ่มจากใส่ภาพที่จะทำเป็นหน้าปกคลิปวิดีโอก่อน
   
       2.2 กดที่ปุ่มทั้ง 3 ด้านล่าง เพื่อใส่เนื้อหาต่างๆ ในแต่ละเฟรม อาทิ การเลือกใส่ภาพและคลิปวิดีโอ (Add Photo/Video), เลือกใส่เพลงประกอบ (Add music) และใส่ข้อความ (Add Text slide)
   
       
   
       เมื่อใส่เนื้อหามากมายก็จะเห็นว่าแถบเฟรมต่างๆ จะมีหน้าตาแบบนี้
   
       
   
       หลังจากใส่เนื้อหาเข้าไปแล้ว หากมีการใส่ผิดตำแหน่ง ก็สามารถสลับตำแหน่งภาพได้แค่ลากแล้ววางไปตรงตำแหน่งที่ต้องการ(สังเกตเส้นคั่นสีแดงเป็นหลัก) นอกจากนี้ เมื่อคลิกที่ภาพก็ยังสามารถเลือกภาพใดภาพหนึ่ง ดูไอค่อนมุมบนขวาของรูป จากนั้นเลือก Hilight เพื่อสั่งให้ภาพนั้นเป็นภาพไฮไลท์ของคลิปได้อีกด้วย
   
       
   
       คำแนะนำ: ทุกครั้งที่จะใส่ข้อมูลให้กับเฟรมถัดไป ให้คลิกที่รูปสุดท้ายก่อนทุกครั้ง เพื่อกำหนดตำแหน่งการใส่เฟรมถัดไป มิฉะนั้นเฟรมใหม่อาจจะกระเด้งไปตำแหน่งก่อนหน้าได้ ทำให้ต้องมาจัดใหม่จนปวดหัว
   
       3. เมื่อใส่เนื้อหาจนพอใจแล้ว ก็กดปุ่ม RENDER VIDEO เพื่อรวมเนื้อหาทุกอย่างให้กลายเป็นคลิปวิดีโอสวยๆ 1 คลิป รอสักพัก จนกว่าจะขึ้นเป็นหน้าจอวิดีโอให้ดูผลงาน
   
       
   
       ตัวอย่างคลิปวิดีโอที่สร้างขึ้นด้วยเว็บไซต์ Flixtime ในเวลาไม่กี่นาที 
   
    




   
       (วิดีโอความยาวประมาณ 1 นาที ขนาดประมาณ 10 เมกะไบต์)
   
       เราสามารถนำวิดีโอไป...
   
       * นำโค้ดไปแปะบนเว็บไซต์ใดก็ได้
       * อัปโหลดวิดีโอขึ้นเว็บยูทูบ (ต้องมีบัญชียูทูบด้วย)
       * ส่งต่อไปที่เว็บไซต์เครือข่ายสังคมอย่าง ทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ก หรือแม้กระทั่งอีเมล์ ก็ทำได้หมด
   
       
   
       * ดาวน์โหลดคลิปเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์
   
       อย่างไรก็ดี หากผลของวิดีโอออกมามีการขึ้นตำแหน่งตัวอักษรที่ไม่เหมาะสม คุณสามารถกดปุ่ม Remix เพื่อกลับไปแก้ไขได้ และเมื่อกดปุ่ม RENDER VIDEO อีกครั้ง รูปแบบเอฟเฟกต์ก็จะเปลี่ยนไปด้วย
   
       ถึงตอนนี้คุณก็อาจจะมั่นใจได้แล้วว่าใครๆ ก็สามารถเป็นผู้ตัดต่อวิดีโอด้วยตัวเองได้ และรอเพียงชั่วครู่ก็จะเห็นผลงานมากองตรงหน้า (และส่งถึงกล่องอีเมล์ด้วย) ทันที
   
       ใครบ้างเหมาะที่จะใช้บริการของ Flixtime
   
       * คู่บ่าวสาว สามารถใช้เวลาสวีทก่อนแต่งงานด้วยการหารูปวัยเยาว์และเพลงประจำตัวของสองเรา เพื่อทำพรีเซ็นเทชันงานแต่งงานด้วยตัวเอง
       * คุณครูสามารถให้เป็นโจทย์ทำการบ้านกับนักเรียนวิชาศิลปะกับสื่อผสม
       * เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี สามารถทำวิดีโอรีวิวขายสินค้าบนเว็บไซต์ด้วยตัวเองได้

   
       ข้อดี
   
       * ใช้งานง่าย และไวมาก
       * ดาวน์โหลดเป็นวิดีโอลงเครื่องได้
       * สามารถใส่ข้อความภาษาไทยประกอบได้ 100% ส่วนการแสดงผลอาจจะมีปัญหาบ้างหากใส่ข้อความยาวไป
   
       ข้อเสีย
   
       1. ไม่สามารถใส่ข้อความซ้อนไปบนภาพได้
       3. ไม่สามารถเลือกแบบอักษร และสี สำหรับการใส่ข้อความในวิดีโอได้
       4. ไม่สามารถเลือกภาพที่มีอยู่แล้วในเว็บไซต์สื่อสังคมต่างๆ เช่น เฟสบุ๊ก พิคาซ่า เป็นต้น ได้
       5. ยังไม่รองรับการสร้างและชมวิดีโอทางมือถือ
   
       เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Flixtime 
   
       Flixtime เป็นเว็บไซต์น้องใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ จุดเด่นอยู่ที่การบริการสร้างวิดีโอฟรีๆ ในความยาวที่สุด 1 นาที โดยไม่มีโฆษณามาใส่ในคลิป หรือค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งยังเป็นพันธมิตรกับเว็บคลังภาพ และคลังเพลงชื่อดัง ทำให้มีเนื้อหาดีๆ มาประกอบการสร้างคลิปวิดีโอได้ง่ายยิ่งขึ้น อาจกล่าวได้ว่าเป็น Flixtime เป็นบริการสร้างคลิปวิดีโอที่ง่าย และดีที่สุดในชั่วโมงนี้!

หลายวันก่อนท่องเน็ตไปเรื่อยๆ ไปเจอโปรแกรมแต่งภาพสไตล์แบบเก่าๆ โลโม่ๆ หน่อย ไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวแต่อย่างใด เพียงแค่ดาวน์โหลดโปรแกรมมาลงที่เครื่อง แล้วเปิดรันโปรแกรมขึ้นมา จะเห็นกล้องโพลารอยด์อยู่ที่หน้า Desktop ของเรา จากนั้นเราก็เปิดแหล่งที่ไว้ไฟล์ภาพเลือกภาพที่เราต้องการลากไปไว้ที่ตัวกล้อง รอสักพักภาพก็จะค่อยๆ ชัดขึ้นเหมือนเราถ่ายภาพโพลารอยด์เลย ถ้าภาพขึ้นชัดหมดแล้วก็จะมีเสียงบอก

ภาพจะถูกเก็บใน My Document--> My Picture




  • เข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ +http://www.poladroid.net+
  • ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ คลิ๊กที่นี่
  • วิดีโอแนะนำการใช้ (Demo) +http://www.dailymotion.com/video/x76gar_official-poladroid-demo-video-v095_tech+ุ
ขอให้มีความสุขกับการแต่งภาพนะคะ แล้วจะท่องโลกไซเบอร์หาอะไรสนุกมาเล่นกันใหม่
Business Card Star l สร้างนามบัตรออนไลน์ ดีไซน์และสั่งปริ้นท์ได้ฟรี




ปัจจุบันทุกองค์กรไม่เว้นแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติก็มีคำพูดติดปากเหมือนๆ กันคือ "รัดเข็มขัด" เพราะเศรษฐกิจปีวัวนี้สาหัสสำหรับทุกวงการ แต่อย่างไรก็ดี ท่ามกลางภาวะวิกฤตแบบนี้ ก็ยังมีคนหนุ่มสาวหลายคนที่อยากจะลองท้าทายกับระบบทุนนิยมด้วยการเริ่มต้นกิจการของตัวเอง และการเปิดตัวธุรกิจใหม่อย่างมืออาชีพ ผู้ประกอบการย่อมจะต้องกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีความหมายมหาศาลติดตัวไปด้วยเสมอ ซึ่งก็คงหนี "นามบัตร"

"นามบัตร"ภาษาอังกฤษไม่ใช้เรียกตรงตัวว่า "Name Card" แต่ที่ถูกต้องคือ "Business Card" จากเจ้าสัวจนถึงเซลล์แมนก็มักจะต้องพกมันติดตัวไปด้วยทุกที่ เพื่อหวังว่านามบัตรจะทำหน้าที่เป็นเสมือนกุญแจ ที่จะนำไปสู่เครือข่ายธุรกิจในอนาคต ฉะนั้นคงจะเป็นไอเดียทูเดย์ที่ดีไม่น้อยถ้าหากธุรกิจเล็กๆ สามารถเริ่มต้นออกสตาร์ทการสร้างสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ของตัวเองด้วยการลดคอร์ส โดยเลือกที่จะออกแบบและสั่งพิมพ์นามบัตรของตัวเอง ที่สวยแบบมืออาชีพ แต่ไม่ต้องควักเงินสักบาทเดียว!

Business Card Star คือ บริการดีๆ ที่เจ้าของ SME's อย่างคุณๆ กำลังมองหา

BusinessCardStar.com คือ เว็บไซต์ที่ให้คุณออกแบบและสั่งพิมพ์นามบัตรของตัวเองได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และทำได้ไวภายใน 10 นาที ที่สำคัญใช้งานง่ายยิ่งกว่าการเรียนวิชาศิลปะพื้นฐาน

ตัวเว็บไซต์ของ BusinessCardStar มีการออกแบบ และวางระบบได้อย่างดีเยี่ยม จึงทำให้ง่ายต่อมือใหม่ในโลกดิจิตอลสามารถมีนามบัตรเก๋ๆ ของตัวเองได้ในเวลาสั้นๆ อย่างไรก็ดี ต้องเรียนในเบื้องต้นว่า ถึงแม้เว็บไซต์ BusinessCardStar จะไม่สามารถพิมพ์เป็นภาษาไทยได้แม้แต่ตัวเดียว แต่
เราก็มีวิธีเด็ด ๆ ในตอนท้ายมาแนะนำท่านผู้อ่านให้สามารถทำนามบัตร 2 ภาษาได้อีกด้วย

ฉะนั้นระหว่างที่ทำการออกแบบในเว็บไซต์ BusinessCardStar ก็ควรเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับการใส่ชื่อ หรือข้อความภาษาไทยในตำแหน่งที่คุณต้องการด้วย

สำรวจเครื่องคอมฯ สักเล็กน้อยก่อนใช้บริการของ เว็บไซต์ BusinessCardStar


1. มีโปรแกรม
Adobe Flash Player ติดตั้งไว้แล้ว ถ้ายังโหลดฟรีที่นี่
2. มีโปรแกรม
Adobe PDF Reader ติดตั้งไว้แล้ว ถ้ายังโหลดฟรีที่นี่

เริ่มต้นสร้างนามบัตรของตัวเองกันเลย!

1. สมัครสมาชิก (ฟรี) และเลือกดีไซน์นามบัตรที่เข้ากับธุรกิจคุณ

คลิกที่นี่ จากนั้นก็ คลิกปุ่ม Register for free รอสักพักเพื่อให้หน้าจอโหลดเครื่องมือทำนามบัตรบนเว็บขึ้นมา

จากนั้นเลือกโครงร่างดีไซน์ของนามบัตรที่เข้ากับธุรกิจคุณ การเลือกครั้งนี้เป็นการเลือกสไตล์นามบัตร
แต่ทุกอย่างสามารถมาแก้ทีหลังได้ทั้งหมด อาทิ สี แบบ และขนาดตัวอักษร


จะเห็นว่าทาง BusinessCardStar มีการทำตัวอย่างสไตล์นามบัตรให้เข้ากับภาคธุรกิจอันหลากหลาย เช่น แบบหรูหราสำหรับธุรกิจค้าเพชรพลอย แบบเรียบๆ แต่มีกราฟิกแนวๆ สำหรับศิลปิน หรือแบบเปรี้ยวจี๊ดสำหรับร้านเสื้อผ้าแฮนด์เมดน้องใหม่ในสยามสแควร์ เป็นต้น



2. กรอกข้อมูลที่ต้องการให้ขึ้นบนนามบัตร


เมื่อคลิกเลือกที่แบบที่ต้องการแล้ว จากนั้นก็กรอกข้อมูลที่ต้องการให้ขึ้นบนหน้านามบัตร (ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น)



จากนั้น
คลิกที่ปุ่มสีเหลือง Next Step เพื่อดำเนินขั้นตอนต่อไป

3. เปลี่ยนสี และจัดวางองค์ประกอบ


คุณจะเห็นว่าหน้าเว็บจะถูกจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

ซ้ายมือ
สำหรับการเลือกสีของส่วนต่างๆ ของนามบัตร
ตรงกลาง เป็นช่องแสดงผลการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
ขวามือ เป็นช่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนสี ขนาด และแบบของตัวอักษร

เมื่อ
คลิกหนึ่งครั้งจะมีกรอบสีน้ำเงินขึ้นมาให้คุณย้ายกล่องข้อมูลไปมา แต่ถ้าคลิกสองครั้ง (ดับเบิลคลิก) ก็จะเป็นการไฮไลท์ข้อความเพื่อแก้ไขข้อความ หรือ เลือกแบบตัวอักษร ปรับขนาด เปลี่ยนสี เป็นต้น

หากกลัวการจัดวางองค์ประกอบไม่เท่ากันด้านซ้ายกับขวา ก็กดปุ่ม View Grid ก็จะมีตารางเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อให้เรากะระยะของการวางองค์ประกอบของข้อความต่างๆ ได้อย่างสมดุล


ถ้าเสร็จแล้ว
กดปุ่มด้านบน Next Step สีเหลือง ด้านบน

4. เลือกแบบนามบัตรทางด้านหลัง (จะมีหรือไม่มีก็ได้)



ในกรณีที่คุณต้องการเพิ่มความเก๋ให้กับนามบัตร ก็สามารถใส่สโลแกน หรือวลีเด็ดๆ ของบริษัทคุณลงไปได้ที่ด้านหลังของนามบัตร ซึ่งถ้าเกิดต้องการอยากจะใส่ข้อมูลเพิ่ม ก็คลิกที่แถบเครื่องมือด้านขวา แล้วเลือก
"Add Text Block" จากนั้นลากกล่องลงมาวางตำแหน่งที่เราต้องการ แล้วแก้ไขเนื้อหาตามแบบที่เราทำไปในขั้นตอนที่ 3

ถ้าเสร็จแล้ว
กดปุ่มด้านบน Next Step สีเหลือง ด้านบน

5. ระบบจะถามว่าคุณอยู่ประเทศอะไร ให้เลือกข้อที่ 3 (Other Country)



เพราะเว็บไซต์นี้จะมีบริการส่งนามบัตรที่พิมพ์ออกมาใส่กล่องให้เรียบร้อยแล้วกับเราด้วย แต่ต้องเสียเงิน และจะจัดส่งเฉพาะประเทศในอเมริกาและแคนาดาเท่านั้น แต่ถ้าเราเลือกข้อที่ 3 ก็จะให้เราสั่งพิมพ์นามบัตรได้จากเครื่องปริ้นเตอร์ที่บ้าน

6. ระบบจะให้เราเลือกรูปแบบของการพิมพ์นามบัตรที่ต้องการ


ให้เลือกทางขวามือ คือ การสั่งพิมพ์จากเครื่องปริ้นท์เตอร์ที่บ้าน ซึ่งจะไม่มีค่าใช้จ่าย โดยกดปุ่ม Pring Cards At Home

7. เลือกจำนวนนามบัตรที่ต้องการสั่งพิมพ์ต่อ 1 หน้ากระดาษ ขนาด 8.5 x 11 นิ้ว


ซึ่งระบบแนะนำแบบ 8 ภาพต่อหนึ่งหน้ากระดาษ ซึ่งถ้าคุณต้องการแบบเดียวกันก็กดปุ่มซ้ายมือ
"Create 8 cards per page PDF" แต่ถ้าต้องการพิมพ์ 10 รูปต่อหน้ากระดาษให้กดปุ่มขวา "Create 10 cards per page PDF"

8. จากนั้นก็
เว็บไซต์ก็จะเปิดโปรแกรม PDF ที่มีตัวอย่างนามบัตรทั้ง แบบ 8 ชิ้นในแผ่นเดียวขึ้นมาให้ (ถ้าคุณเลือกทำด้านหลังด้วย ก็จะมีเอกสารมา 2 แผ่น) พร้อมให้คุณสั่งพิมพ์ได้ทันที และที่สำคัญอย่าลืมกดปุ่มบันทึกไฟล์ PDF นี้ลงเครื่องด้วย



ต้องทำความเข้าใจสักนิดว่า สีสันของนามบัตรบนหน้าเว็บกับการสั่งพิมพ์ จะมีโทนสีที่แตกต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ ตอนเลือกจากหน้าเว็บ ถึงแม้เราเลือกสีสันที่สดมากๆ (จอจะแสดงผลสีแบบ RGB) แต่พอทำเสร็จและได้เป็นไฟล์ PDF จะพบว่าสีที่ได้นั้นจะหม่นลง (เพราะการพิมพ์ จะใช้พิมพ์จากแม่สี CMYK)

ตามตัวอย่าง บนหน้าเว็บผู้เขียนเลือกใช้สีม่วงสด แต่พอได้เป็นไฟล์ PDF กลับออกมาเป็นสีออกโทนน้ำเงิน และสิ่งสำคัญประการต่อมาสำหรับการสั่งพิมพ์นามบัตรก็คือ คุณภาพของ เครื่องพิมพ์ หมึกพิมพ์ และกระดาษ หากทั้งหมดที่กล่าวมามีคุณภาพต่ำ หรือสั่งพิมพ์แบบฉบับร่าง ก็เป็นได้ว่า นามบัตรจริงๆ ที่คุณได้ อาจจะเป็นคนละโทนสีกับที่ตั้งใจไว้เลยก็ได้

อย่างไรก็ดี หากคุณมีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับการพิมพ์ที่บ้าน
คลิกอ่านได้ที่นี่

เนื่องจากผู้เขียนเลือกสั่งพิมพ์แบบฉบับร่าง นามบัตรที่ได้ก็จะเห็นว่าโทนสีของภาพก็
จะไม่สดใสเท่าที่ควร




ข้อดี

1. เป็นบริการที่ใช้งานได้เสถียร รวดเร็วมาก ที่สำคัญฟรี และจะสร้างกี่นามบัตรก็ได้

2. มีแบบดีไซน์นามบัตรสวยๆ ให้เลือกเหมาะกับสารพัดประเภทธุรกิจ

3. ทุกดีไซน์สามารถปรับสี ขนาด และแบบตัวอักษรให้เหมาะกับรสนิยมของแต่ละบุคคลได้

ข้อเสีย

1. ไม่รองรับการพิมพ์ข้อความเป็นภาษาไทย

2. ใส่โลโก้บริษัทไม่ได้

3. ไม่สามารถกดปุ่ม Save Card เพื่อบันทึกการออกแบบนามบัตรของเราไว้เพื่อสั่งแก้ไขทีหลังได้ แต่ข้อมูลที่เรากรอกไว้สำหรับแสดงบนนามบัตรในตอนแรกจะเก็บไว้ให้สะดวกในการออกแบบทีหลัง

วิธีใส่ภาษาไทยลงในนามบัตรที่ออกแบบด้วยเว็บไซต์ Business Card Star

เมื่อคุณได้ไฟล์นามสกุล PDF ซึ่งภายในบรรจุตัวอย่างนามบัตรที่สวยงามและพร้อมจะสั่งพิมพ์ได้ทุกเมื่อแล้ว เกือบทุกคนจะต้องพบปะกับลูกค้าคนไทยมากกว่า ฉะนั้นการมีชื่อ ตำแหน่ง เป็นภาษาไทยบนนามบัตรจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ดังนั้นเราจึงหาวิธีที่จะทำให้สามารถใส่ภาษาไทยลงในนามบัตรที่คุณเพิ่งออกแบบจาก เว็บไซต์ BusinessCardStar ได้ ด้วยวิธีง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน ด้วยบริการของ "PDFescape" หรือ เว็บไซต์แก้ไขเอกสารบนไฟล์ PDF นั่นเอง

1. เข้าไปที่เว็บไซต์ของ PDFescape

2. คลิกที่ปุ่ม
Start Using Unregitered (แบบนี้จะไม่ต้องเสียเวลาสมัครสมาชิกใดๆ แต่ถ้าใครอยากลงทะเบียนก็ได้ตามสะดวก)




3. คลิกเลือก Open a file From Your Computer


4. กด
ปุ่ม Choose File และเลือกไฟล์ PDF ของนามบัตรที่เพิ่งทำเสร็จไว้ จากนั้นกดปุ่ม Open รอสักพัก ก็จะเห็นภาพนามบัตรปรากฏขึ้นบนจอ




5. กดที่ปุ่ม Text และพิมพ์ข้อความ จากนั้นก็ลากกล่องข้อความไปวางตามตำแหน่งที่ต้องการ ทุกช่องของตัวอย่างนามบัตร โดยถ้าเป็นภาษาไทย จะไม่สามารถเปลี่ยนแบบตัวอักษร (Fonts) ได้แต่ขนาด และสี สามารถเลือกให้เข้ากับที่เราทำไว้ใน businesscardstar ได้เลย

6. เมื่อทำเสร็จแล้วก็สามารถบันทึกไฟล์ โดยไปที่
File > Save & Download PDF ติ๊กที่ช่อง Email PDF to me as well ถ้าหากต้องการให้ส่งไฟล์ที่สมบูรณ์แล้วไปที่อีเมลของคุณด้วย แต่ถ้าไม่ต้องการก็ไม่ต้องกรอก จากนั้นก็กดปุ่ม Save and Download เพื่อบันทึกไฟล์ลงเครื่องได้ทันที



นี่คือตัวอย่างของนามบัตรที่เราทำเสร็จแล้ว (แต่สั่งพิมพ์แบบฉบับร่างจึงได้สีที่ไม่สด และพิมพ์ลงกระดาษ A4 ธรรมดา)

เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณค้นพบว่าตัวคุณเองก็มีความสามารถใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานได้ทุกวัน ที่สำคัญจะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในยามเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้ด้วย

ที่มา: เว็บเมเนเจอร์

ปัจจุบัน ในต่างประเทศ การที่แผนกบุคคลจะรับใครคนใดเข้ามาทำงาน ไม่เพียงแต่สกรีนจากประวัติส่วนตัวที่ส่งใส่ซองมายังบริษัทเท่านั้น อีกขั้นตอนที่เขามักจะทำกันก่อนเรียกสัมภาษณ์ตัวต่อตัวก็คือ การเข้าเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม (Social Networking Sites) ต่างๆ แล้วดูว่าบุคคลนั้นใช้ชีวิตอย่างไรในโลกไซเบอร์ เพราะส่วนนี้เองที่จะเป็นการบอกเนื้อแท้ อุปนิสัย และความสามารถของแต่ละคนได้จริงๆ

นั่นก็เพราะ ข้อมูลทั้งหมดที่พวกเขาอัปโหลด (อาทิ รูปภาพ วิดีโอ) เขียนระบาย (ผ่าน บล็อก ทวิตเตอร์) แสดงความเห็น (ผ่านช่องแสดงความเห็นในเว็บดังๆ) ฯลฯ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการเคาะนิ้วผ่านแป้นพิมพ์ด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น

ดังนั้น การสร้างตัวตนออนไลน์ ที่น่าเชื่อถือ จริงใจ และเปิดเผย (เฉพาะข้อมูลที่ตนอยากเปิดเผย) ก็เป็นโอกาสสำคัญที่จะนำมาซึ่งโอกาสอื่นๆ อีกมากมายไม่รู้จบ เราจึงอยากแนะนำเว็บไซต์ดีๆ ที่จะเป็นปฐมบทของการสร้างตัวตนออนไลน์ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์สำหรับการสร้างความสัมพันธ์ในโลกไซเบอร์ให้กับคุณ

card.ly คือ เว็บไซต์ให้บริการนามบัตรออนไลน์ นามบัตรนี้สร้างและใช้สำหรับโลกออนไลน์โดยเฉพาะ ซึ่งคุณสามารถมีพื้นที่สำหรับแสดงชื่อ ช่องทางการติดต่อ และลิงก์ไปยังเว็บสื่อสังคมต่างๆ ที่คุณเป็นสมาชิกอยู่ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้อื่นมาอัปเดตเรื่องราวเกี่ยวกับตัวคุณได้ทันทีที่พวกเขาเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่าเป็นศูนย์กลางของการรวบรวมตัวตนบนโลกออนไลน์ของคุณไว้ ณ จุดๆ เดียว



หากคุณไม่ต้องการฟีเจอร์ที่หวือหวามากนัก การสมัครสมาชิกแบบฟรีๆ ที่ card.ly ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้มันเป็นนามบัตรออนไลน์ที่ทรงประสิทธิภาพได้ ทั้งดีไซน์ที่สวย และลิงก์สั้นๆ ที่เป็นชื่อของคุณเองสำหรับให้ใครก็ได้มาเยี่ยมชมโดยสะดวก

แต่ถ้าใครมีความต้องการที่จะมีสิทธิพิเศษอื่นๆ อาทิ เลือกพื้นหลังของนามบัตรได้สวยงามและมีให้เลือกมากกว่าเดิม ไม่มีโฆษณา ดูสถิติการเข้ามาเยี่ยมชมนามบัตรออนไลน์นี้ได้ การดึงข้อมูลจากเว็บไซต์มาแสดงในนามบัตรมากกว่า 4 เว็บ รวมถึงการใช้ชื่อที่อยู่เว็บไซต์ของตัวเองเพื่อลิงก์มายังนามบัตรนี้ได้โดยตรง ก็จะต้องอัปเกรดบัญชีแบบจ่ายรายเดือน (105 บาท/เดือน) หรือรายปี (875 บาท/ปี)


เริ่มต้นสร้างนามบัตรออนไลน์ที่คลิกได้ด้วย card.ly กันเลย

1. สมัครสมาชิก (เร็ว และ ฟรี)
ที่นี่

2. ที่เว็บไซต์จะมีแถบเมนูด้านบนแสดงขั้นตอนต่างๆ ทั้ง 6 ขั้นตอน ได้แก่

1. Social Networks: ใส่ลิงก์เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ที่คุณเป็นสมาชิกอยู่ และกรอกชื่อผู้ใช้ของแต่ละเว็บ โดยสามารถตรวจสอบชื่อผู้ใช้ได้โดยการกดปุ่ม "check URL" ถ้าระบบตรวจสอบแล้วถูกต้องก็กดเครื่องหมาย + สีเขียวเพื่อเพิ่มทีละเว็บได้เลย



ข้อมูลส่วนนี้จะปรากฎบนนามบัตรออนไลน์ เอาไว้ให้เป็นลิงก์เข้าไปยังแต่ละเว็บไซต์ต่างๆ ได้อีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ยังจะดึงข้อมูลล่าสุดที่คุณใส่ไว้ในแต่ละเว็บไซต์มาแสดงผลในนามบัตรออนไลน์ได้อีกด้วย

แต่ถ้าเว็บใดๆ ที่คุณ
ไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดที่โพสต์ในนามบัตรออนไลน์แห่งนี้ ก็ให้กดปุ่มของ RSS Feed (สีส้มๆ) อีกครั้งจะกลายเป็นปุ่มสีเทา แปลว่ายกเลิกการดึงข้อมูลจากเว็บเหล่านั้นมาแสดงที่นามบัตรออนไลน์แล้ว



นอกจากนี้แล้ว คุณยังสามารถเรียงลำดับชื่อเว็บต่างๆ ได้โดยการลากและวางสลับตำแหน่งของการแสดงผลข้อมูลได้อีกด้วย

2. Personal Detail: ใส่รายละเอียดประวัติส่วนตัว



คุณสามารถเลือกได้เองว่าจะใส่ข้อมูล หรือไม่ใส่ข้อมูลส่วนใดบ้าง อันได้แก่ ใส่รูปประจำตัว ชื่อ วันเกิด ที่อยู่ เว็บไซต์ส่วนตัว ช่องทางการติดต่อ และคำอธิบายสั้นๆ ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ (สามารถใส่ภาษาไทยได้) ซึ่งส่วนที่เขียนว่า
"About Yourself" เป็นส่วนเดียวที่เราแนะนำให้ใส่ข้อมูลเป็นภาษาไทย เพราะส่วนอื่นๆ ยังมีปัญหาเรื่องการแสดงผลเป็นภาษาไทย จึงอยากให้ใช้ภาษาอังกฤษแทน

นอกจากนี้ ยังใส่ลิงก์ RSS Feed ที่มีอยู่ในบล็อกของคุณเพื่อที่จะแสดงข้อมูลล่าสุดที่คุณโพสต์ในบล็อกให้คนอื่นติดตามอ่านบนนามบัตรออนไลน์แห่งนี้ด้วย

เมื่อทำนามบัตรเสร็จแล้ว ตรงพื้นที่ส่วนนี้จะมีกดปุ่ม
"Download vCard" ปรากฎขึ้น เพื่อให้ใครที่สนใจประวัติของคุณก็สามารถดาวน์โหลดรายละเอียดนี้ไปบันทึกไว้ใน vCard หรือโปรแกรมสร้างฐานข้อมูลรายชื่อผู้ติดต่อที่หลายบริษัทมักจะใช้กันอยู่ โดยเรียกดูรายชื่อของแต่ละคนผ่านโปรแกรมเอ้าท์ลุคส์ได้เลย

3. Design: เลือกหน้าตาดีไซน์ของนามบัตรที่ตนต้องการ เมื่อคนเข้ามาดูนามบัตรออนไลน์ของเราที่ที่อยู่เว็บ ตัวอย่างhttp://card.ly/cbizreview ก็จะเห็นหน้าตาเว็บที่คุณเลือกไว้ในขั้นตอนนี้ทันที



4. Share: ถึงขั้นตอนนี้ก็แปลว่าคุณได้สร้างนามบัตรออนไลน์เสร็จแล้ว จากนั้นก็สามารถโปรโมตให้คนแวะเข้ามาเยี่ยมชมได้ผ่านทางทวิตเตอร์ สังเกตว่าชื่อที่อยู่ของเว็บไซต์ ก็จะเป็นชื่อเดียวกับชื่อผู้ใช้ (username) ที่คุณได้สมัครไว้ในตอนต้นนั่นเอง



5. Embed: นำนามบัตรไปติดไว้ที่บล็อก หรือเว็บไซต์ที่ตนต้องการ






ตัวอย่างการนำโค้ดของนามบัตรมาแปะไว้ที่เว็บไซต์ (เนื่องจากเป็นการทดลองใช้ หลายลิงก์อาจจะใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)

6. Peemium: หากต้องการอัปเกรดบัญชีโดยการชำระเงิน เพื่อแลกกับบริการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นได้

ถึงตอนนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่อยู่เว็บที่คุณได้จากการสร้างนามบัตรออนไลน์ด้วย card.ly เหมาะจะเอาไปใช้ที่ไหน คำตอบก็คือ ใช้กรอกในช่องที่เขียนว่า
"เว็บไซต์ส่วนตัว" อาทิ ส่วนของ bio ในทวิตเตอร์ เพราะเมื่อผู้คนคลิกเข้าไปแล้ว ก็จะสามารถอ่านและลิงก์ต่อไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ที่คุณใช้งานอยู่เป็นประจำได้ ทำให้พวกเขารู้จักคุณ ที่เป็นตัวคุณจริงๆ และรู้จักอย่างรอบด้านมากที่สุดนั่นเอง



ข้อดี

1. มีนามบัตรออนไลน์ของตัวเองได้ง่าย ไว มีดีไซน์พื้นหลังของเว็บให้เลือกมากมาย ที่สำคัญฟรี
2. สามารถมีที่อยู่เว็บส่วนตัวของแต่ละบามบัตร ที่สั้นและจำได้ง่าย

ข้อเสีย

1. ไม่รองรับกับการเปิดชมบนโทรศัพท์มือถือ
2. การใส่ข้อมูลและแสดงผลเป็นภาษาไทยยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ โดยเฉพาะจุดสำคัญอย่างประวัติส่วนตัว แต่การดึงข้อมูลจากบล็อก หรือเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เขียนเนื้อหาเป็นภาษาไทย เข้ามาแสดงยังนามบัตรออนไลน์ในรูปแบบของ RSS Feed กลับไม่มีปัญหาเรื่องการแสดงผลภาษาไทยเลย

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Card.ly

ทีมผู้สร้างเว็บทั้ง 3 คน เห็นว่าโลกของเรายังขาดบริการดีๆ ง่าย และฟรี ที่ให้สำหรับสร้างและออกแบบหน้าเว็บที่บอกความเป็นตัวเอง ทั้งยังให้ผู้อื่นติดตามความเคลื่อนไหวของเราได้ตลอดเวลา จึงได้ลงมือสร้างขึ้นมาเอง โดยก่อนจะได้ชื่อ card.ly พวกเขาได้วนเวียนกับชื่อ profileist.com ซึ่งเขียนผิดแกรมม่า ที่ถูกต้องเป็น profilist.com แต่ก็มีคนใช้ไปแล้ว ส่วนชื่อ uxCard.com ที่จดจำยาก จนในที่สุดก็ได้มาเป็น card.ly ซึ่งก็หวังว่าจะฮิตเหมือน bit.ly บริการย่อที่อยู่เว็บไซต์ที่นิยมมากที่สุดในทวิตเตอร์ขณะนี้


ที่มา: เว็บเมเนเจอร์

Addthis Sharing Gadget