My Photography

หลังจากผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊ก (Facebook) มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ออกมาประกาศเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าในเฟสบุ๊กตามความกังวลของผู้ใช้ หน่วยงานที่ตรวจสอบดูแล และนักวิจารณ์ทั่วโลก ต่อไปนี้คือ 5 ที่จุดการตั้งค่าเวอร์ชันล่าสุดที่สมาชิกเฟสบุ๊กทุกคนควรรู้เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวบนเฟสบุ๊กได้ตามใจต้องการ
      
       1. ประวัติส่วนตัว (PERSONAL PROFILE)
      
       เหนือสิ่งอื่นใด สมาชิกเฟสบุ๊กทุกคนต้องท่องไว้ให้ขึ้นใจว่า ชื่อ เพศ และภาพในประวัติส่วนตัว จะเป็น 3 ข้อมูลพื้นฐานที่ต้องปรากฏสู่สายตาประชาชนเฟสบุ๊ก (หรืออย่างน้อยก็กลุ่มเพื่อน) โดยภาพประวัติและชื่อจะถูกแสดงแบบอัตโนมัติเมื่อมีการพิมพ์ข้อความแสดงความคิดเห็นบน "wall" หรือพื้นที่เฟสบุ๊กของใครก็ตาม ฉะนั้นรูปเถื่อน ดิบ ถ่อย อย่าเผลอเอาขึ้นเชียว
      
       สิ่งที่สมาชิกเฟสบุ๊กสามารถทำได้คือการเลือกว่าใครจะสามารถเห็นข้อมูลอื่นๆในประวัติส่วนตัว (นอกเหนือจาก 3 ข้อมูลพื้นฐานข้างบน) เช่น สถานที่เกิด รายชื่อเพื่อน และงานอดิเรก
      
       ก่อนจะไปตั้งค่า สมาชิกเฟสบุ๊กสามารถตรวจสอบสถานะความเป็นส่วนตัวที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วยการคลิกที่คำว่า "Account" ซึ่งจะปรากฏอยู่มุมบนขวาของหน้าเฟสบุ๊ก จากนั้นจะมีดรอปดาวน์เมนู ให้เลือกที่ Privacy Settings
      
       เมื่อเลือกแล้วจะปรากฏหน้าเพจ Basic Directory Information ให้คลิกที่ลิงก์ View Settings ซึ่งจะปรากฏในท้ายข้อความย่อหน้าแรก ก็จะสามารถตั้งค่าได้ว่าต้องการเปิดเผยประวัติส่วนตัวแก่ใคร
      
       ข้อมูลประวัติส่วนตัวบางข้อมูลสามารถเก็บเป็นความลับเฉพาะไม่แบ่งใครก็ได้ โดยจะต้องเลือกที่ Customise ในเมนูดรอปดาวน์ และเลือกตั้งค่า "make this visible to" เป็น Only Me
      
       2. การแบ่งปัน (SHARING ON FACEBOOK)
      
       แน่นอนว่าสมาชิกเฟสบุ๊กทุกคนสามารถเลือกได้ตามใจชอบว่า ใครสามารถเห็นความเป็นคุณบนเฟสบุ๊กได้บ้าง โดยต้องตั้งค่าในส่วน "Sharing on Facebook" ซึ่งต้องเข้าทางหน้า Privacy Settings
      
       ค่า Sharing on Facebook ที่เฟสบุ๊กแนะนำให้สมาชิกนั้นต้องยอมรับว่าค่อนข้างเปิดเผยมาก แต่ใน Sharing on Facebook สมาชิกจะสามารถเลือกเปิดเผยข้อมูลเฉพาะเพื่อน Friends Only หรือเลือก Customise Settings ซึ่งเป็นลิงก์ข้อความสีฟ้าตัวจิ๋วที่บริเวณท้ายสุดของหน้า เพื่อระบุขอบเขตผู้ชมที่เล็กลงกว่า
      
       หน้า Customise Settings นี้เองที่สมาชิกเฟสบุ๊กสามารถ"ล็อก"ได้ว่าใครสามารถเห็นอีเมลแอดเดรส เบอร์โทรศัพท์มือถือ รวมถึงอนุญาตให้ใครสามารถเข้ามาเขียนข้อความที่ wall ได้บ้าง
      
       สำหรับการเขียน status update หรือการโพสต์ข้อความอัปเดทสถานะแล้วต้องการล็อกให้สมาชิกบางคนเห็นเท่านั้น ก็สามารถคลิกที่สัญลักษณ์แม่กุญแจใต้กล่องข้อความ เพื่อตั้งค่าเป็นพิเศษได้
      
       3. แอปพลิเคชันและเว็บไซต์ (APPLICATIONS AND WEBSITES)
      
       เพื่อการทำให้เฟสบุ๊กไม่รก สมาชิกสามารถเปิดหน้า Privacy Settings ซึ่งมีทางเข้าที่มุมซ้ายล่างของหน้าเพื่อลบแอปพลิเคชันขยะที่ไม่ต้องการออกได้ด้วยการคลิกที่ "remove unwanted or spam applications" ซึ่งสมาชิกจะสามารถเลือกให้เหลือแต่แอปพลิเคชันสุดโปรดอย่างเกม Farmville หรือ Bejeweled Blitz ได้
      
       ที่น่าสนใจคือ สมาชิกเฟสบุ๊กทุกคนสามารถลบประวัติไม่ให้ใครค้นหาได้เจอด้วยการคลิกลิงก์ Edit Settings แล้วคลิก untick หรือยกเลิกการยินยอมให้ค้นหาพบโดยสาธารณะ
      
       4. การปิดกั้นไม่ให้ใช้ (BLOCK LISTS)
      
       สมาชิกเฟสบุ๊กสามารถปิดกั้นไม่ให้ใครก็ได้เข้ามาชมข้อมูลส่วนตัว หรือข้อความอัปเดทสถานะ อย่างไรก็ตามควรรู้ว่า คนที่ถูกบล็อกจะสามารถติดต่อกับผู้ที่บล็อกได้ผ่านเกมบางเกม และแอปพลิเคชันบางตัว
      
       5. เลิกใช้เฟสบุุ๊ก (QUITTING FACEBOOK)
      
       กรณีที่สมาชิกอยากลบข้อมูลตัวเองออกจากเครือข่ายสังคมอย่างเฟสบุ๊ก สามารถเข้าไปที่ Help Centre ที่มุมล่างขวาของหน้าเฟสบุ๊ก เพื่อยกเลิกการใช้งานชื่อบัญชีเฟสบุ๊กอย่างหมดจด
      
       ผู้ที่ต้องการยกเลิกเฟสบุ๊กจะต้องพิมพ์ข้อความ "delete my account" ลงในแถบค้นหา เลือกคำถาม "I want to permanently delete my account" แล้วแสดงความต้องการลบชื่อบัญชีด้วยการคลิกที่ "here" ซึ่งปรากฏที่ปลายประโยค แล้วยืนยันคำขอด้วยการกด "submit"
      
       แต่สำรับคนที่อยาก"พัก"ขอเวลาออกห่างเฟสบุ๊กระยะหนึ่ง ก็สามารถเลือกตั้งค่าที่ลิงก์ Account (มุมขวาของหน้าเฟสบุ๊ก) แล้วคลิกที่ Deactivate Account หลังจากกรอกแบบฟอร์มเล็กน้อยจากเฟสบุ๊ก เฟสบุ๊กจะทำการพักและเก็บรักษาแฟ้มประวัติไว้เพื่อรอวันที่สมาชิกจะกลับมา re-activate อีกครั้ง แต่ผู้ใช้รายอื่นจะไม่สามารถเปิดชมเฟสบุ๊กของสมาชิกรายนั้นได้
      
       อีกข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลิกใช้เฟสบุ๊กคือ วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม 53 (1 มิถุนายนในประเทศไทย) ถูกตั้งชื่อเรียกโดยกลุ่มคนออนไลน์ว่า Quit Facebook Day หรือวันเลิกใช้เฟสบุ๊กด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือสมาชิกเฟสบุ๊ก 31,000 ชื่อบัญชีทั่วโลกพร้อมใจกันตัดญาติกับเฟสบุ๊กด้วยการลบชื่อบัญชีออกเพื่อประท้วงว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรการการรักษาข้อมูลส่วนตัวใหม่ในเฟสบุ๊ก โดยเฉพาะการกำหนดค่าเริ่มต้นที่เปิดเผยข้อมูลเสรีมาก ทำให้ผู้ใช้ที่ไม่รู้ว่าต้องตั้งค่าความส่วนตัวใหม่นั้นสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปและตกอยู่ในความเสี่ยง
      
       ขณะนี้ เฟสบุ๊กมีสมาชิก 450 ล้านคน ราว 3.75 ล้านคนเป็นผู้ใช้งานในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุระหว่าง 18-24 ปี (ขอบคุณข้อมูลจาก checkfacebook.com)
      
       สำหรับไกด์ไลน์การตั้งค่าผู้ใช้เฟสบุ๊กทั้ง 5 ข้อนี้ ขอขอบคุณเนื้อหาและภาพประกอบจากบีบีซีนิวส์


ซีอีโอเฟสบุ๊ก มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก

สมาชิกเฟสบุ๊กสามารถตรวจสอบสถานะความเป็นส่วนตัวที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วยการคลิกที่คำว่า "Account" ซึ่งจะปรากฏอยู่มุมบนขวาของหน้าเฟสบุ๊ก

คลิกที่สัญลักษณ์แม่กุญแจใต้กล่องข้อความ เพื่อตั้งค่าเป็นพิเศษได้ว่าอนุญาตให้ใครอ่านข้อมูลได้บ้าง

ลบชื่อบัญชีด้วยการคลิกที่ "here" ซึ่งปรากฏที่ปลายประโยค
      
       ต้องยอมรับว่าการร่วมกันทำงานผ่านออนไลน์ทุกวันนี้ ถึงแม้จะรวดเร็ว ฉับไว แต่ก็ยังต้องอาศัยหลายขั้นตอนกว่าจะได้งานที่สมบูรณ์แบบ และขั้นตอนมากมายที่ว่านั้นกลับเป็นขั้นตอนของการส่งอีเมล์ที่ทำซ้ำๆ ไปมา เริ่มจากการที่คนใดคนหนึ่งทำงานเสร็จจึงส่งอีเมล์ พร้อมแนบไฟล์ให้ผู้รับ เมื่อผู้รับเปิดเมล์จึงดาวน์โหลดไฟล์ อ่านงานจดหมด จากนั้นก็จะต้องจดบันทึกสิ่งที่ต้องการ หรือทำการแก้ไขในไฟล์เอกสารแล้วจึงส่งอีเมล์กลับไปให้ต้นทางอีกครั้ง และหากสงสัยในสิ่งที่จะต้องแก้ไข จึงจะต้องใช้ไม้ตายสุดท้าย คือ โทรคุย หรือกระทั่งนัดเจอกัน
      
       แต่ตอนนี้มีเว็บไซต์ดีๆ ใช้งานง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณทำงานพร้อมกับเพื่อนได้ทุกที่ ไม่เปลืองกระดาษ และเหลือเวลาไปทำอะไรๆ ที่มีคุณค่าต่อโลกใบนี้ได้อีกเพียบ
      
       crocodoc.com คือ เว็บไซต์ที่จะช่วยให้คุณทำงานร่วมกับเพื่อนพร้อมๆ กัน ผ่านหน้าต่างเว็บเดียว คุณสามารถไฮไลท์จุดที่ต้องการแก้ไข พร้อมกับเขียนคำอธิบายอย่างละเอียด โดยที่อีกฝ่าย (ที่ออนไลน์หน้าต่างเว็บเดียวกัน) จะได้เห็นข้อความนั้นทันที ทั้งยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์ที่เต็มไปด้วยจุดที่คอมเมนต์อย่างละเอียดเป็นไฟล์ PDF เพื่ออ้างอิงทีหลังได้อีกด้วย
      
       
      
       อาจกล่าวได้ว่าคอลัมน์ Webware ของเราได้เคยนำเสนอเว็บไซต์ที่มีความสามารถคล้ายคลึงกันนี้มาแล้ว อาทิ ShowDocument l ปรึกษางานออนไลน์แบบเรียลไทม์ และ Useapollo l คอมเมนต์งานออนไลน์ ดีลงานได้คล่องตัว แต่ดูเหมือนว่า crocodoc ก็ยังมีจุดเด่นที่น่าสนใจจนจะต้องนำมารีวิวให้รู้จักกันในวงกว้าง โดยเฉพาะการใช้งานเป็นภาษาไทย ถือว่าทำได้ดีจนเป็นที่น่าพอใจ
      
       วิดีโอสาธิตการใช้งาน crocodoc
      
       
      
       จุดเด่นของ crocodoc

      
       1. ใช้งานได้ฟรี ไม่ต้องลงโปรแกรม ไม่ต้องสมัครสมาชิก
      
       2. หน้าตาเมนูที่สวยงาม เรียบง่าย ทำให้รู้สึกว่าใช้งานได้ง่ายกว่า เหมือนกับการเปิดชมเอกสารผ่านโปรแกรม Acrobat Reader ที่คุ้นเคย
      
       3. มีฟีเจอร์แสดงจุดต่างๆ ที่แก้ไขในเอกสารได้ทั้งหมด (Annotations) และเรียงลำดับก่อนหลังตามหน้ากระดาษแต่ละหน้า ทำให้ไล่ดูทุกจุดที่ต้องแก้ไขได้อย่างละเอียดครบถ้วน
      
       4. ปากกาไฮไลท์มีหลายสี ใช้งานควบคู่ไปกับการจดโน้ตเพื่อเขียนคอมเม้นต์ หรืออธิบายจุดที่ต้องการจะให้แก้ไขได้ โดยคุณสามารถกำหนดกับเพื่อนร่วมงานโดยระบุว่าถ้าไฮไลท์ด้วยสีเขียวแปลว่าสะกดผิด สีเหลืองหมายถึงใช้คำไม่สละสลวย หรือสีชมพูเป็นการใช้คำกำกวม เป็นต้น
      
       5. สามารถนำเอกสารไปติดที่เว็บไซต์ได้ ด้วยการแปะโค้ดสั้นๆ (Embeded Code) โดยใช้คำสั่งนี้
      
       http://crocodoc.com/demo?embedded=true
       http://crocodoc.com/view/?sessionId={sessionId}&embedded=true
      
       เตรียมพร้อมคอมพิวเตอร์ก่อนใช้งาน crocodoc
      
       ไม่ต้องลงโปรแกรมใดๆ เพราะ crocodoc ทำงานได้บนเว็บเบราว์เซอร์ ได้แก่ อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์ พลอเรอร์ 6 ขึ้นไป กูเกิล โครม ซาฟารี และไฟร์ฟอกซ์
      
       เตรียมไฟล์เอกสารเพื่อใช้งาน crocodoc
      
       ไฟล์เอกสารที่ crocodoc รองรับได้แก่ Microsoft Word (*.doc), Microsoft PowerPoint (*.ppt), PDF,ไฟล์ภาพ (PNG,JPG), และที่อยู่เว็บไซต์ (ทำการจับภาพหน้าจอของเว็บนั้นๆ มาแสดง)
      
       วิธีการใช้งาน crocodoc
      
       1. คลิกที่นี่ โดยไม่ต้องสมัครสมาชิกแต่อย่างใด (แต่ถ้าสมัครก็จะทำให้เก็บเอกสารที่เคยประชุมออนไลน์ไว้ที่เมนู My Document ได้ (พื้นที่เก็บ 20 เมกะไบต์)) หรือจะเลือกบันทึกลิงก์ของเอกสารนั้นๆ เก็บไว้เป็นเว็บโปรด เพื่อเข้าไปดูหรือแก้ไขในภายหลังได้ (หรือทดลองใช้งานเอกสารที่มีไว้ให้ทดลองใช้ที่นี่ http://crocodoc.com/demo)
      
       2. รออัปโหลดและแปลงเอกสารสักพัก จะพบกับหน้าจอแสดงเอกสาร และเครื่องมือที่คล้ายกับโปรแกรม PDF และ WORD ผสมกัน พร้อมให้คุณแก้ไขได้ทันที
      
       
      
       3. คลิกที่เครื่องมือต่างๆ เพื่อแก้ไขไฟล์งานแต่ละจุด (ตัวอย่างเป็นการแก้ไขเอกสารบทความ Flixtime l เสกคลิปวิดีโอแจ่มๆ ได้ง่ายกว่าที่คิด!ซึ่งอยู่ในรูปแบบไฟล์เวิร์ด (Word)) อาทิ
      
       เพิ่มโน้ต 
      
       
      
       ไฮไลท์ข้อความแต่ละประโยค (ถ้าไฟล์ต้นฉบับเป็นรูปภาพจะไม่สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ เพราะไม่อ่านตัวอักษรในภาพได้)
      
       
       วาดรูปหรือวงกลมจุดที่ไม่ต้องการได้ พิมพ์ข้อความใหม่ เพื่อแสดงคำแก้ไขแล้วในแต่ละข้อความได้
      
       
      
       ขีดค่าทำที่ไม่ต้องการได้
      
       
      
       นอกจากนี้ crocodoc ยังสามารถ
      
        - สามารถค้นคำที่ต้องการซึ่งอยู่ตำแหน่งใดๆ ในเอกสารได้ (ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ)
      
       
      
        - กดปุ่ม Share เพื่อส่งอีเมล์ หรือ ลิงก์ที่อยู่ของหน้าต่างนี้ให้เพื่อนเพื่อเข้ามาร่วมกันชมและแก้ไขงานไปพร้อมๆ กัน
       
      
        - ทุกครั้งที่เพิ่มการแก้ไขจุดใดๆ จะมีการเก็บข้อมูลไว้ที่กล่อง Anotation มุมขวาล่าง
      
        - เมื่อแก้ไขพร้อมกันเสร็จแล้ว กดปุ่ม Export > Download File เพื่อดาวน์โหลดเอกสารที่มีการระบุจุดที่ต้องแก้ไขเอาไว้ไปอ้างอิงทีหลังได้ โดยไฟล์นั้นจะอยู่ในรูปแบบของไฟล์ PDF ได้
      
       
      
       ใครบ้างที่เหมาะจะใช้งานแก้ไขเอกสารออนไลน์ด้วย crocodoc
      
       * นักเรียน นักศึกษา เมื่อต้องการระดมสมองทำงานวิจัย หรือวิทยานิพนธ์เป็นกลุ่มๆ
       * นักดนตรี นักแต่งเพลง ร่วมออกแบบโน้ตเพลง และเนื้อร้องไปพร้อมๆ กัน
       * บริษัทคู่ค้าร่ายย่อย สามารถส่งเอกสารปรู๊ฟให้ตรวจก่อนเซ็นสัญญาจริงภายหลัง
       ฯลฯ
      
       ข้อดี
      
       1. หน้าต่างชมเอกสารมีฟีเจอร์คล้ายกับการเปิดชมเอกสาร PDF ผ่านโปรแกรมอโดบี อโครแบต รีดเดอร์ (Adobe Acrobat Reader) เช่น ซูมข้อความ เข้าออกในบางจุด ปรับขนาดตัวอักษรสูงสุด 300% ค้นหาคำต่าง ๆที่อยู่ในเอกสารได้ ซึ่งหลายคนคุ้นเคยอยู่แล้ว ทำให้ใช้งานได้เร็วและง่ายขึ้น
      
       2. สามารถใช้งานภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งการเพิ่มโน้ต พิมพ์ข้อความแก้ไข ค้นหาคำศัพท์ภาษาไทยในเอกสารได้ และเมื่อบันทึกการแก้ไขทั้งหมดลงเครื่องในรูปแบบของไฟล์ PDF ต้นฉบับที่เป็นภาษาไทยยังคงอ่านภาษาไทยได้เหมือนเดิม ทั้งยังสามารถกดดูรายละเอียดทุกจุดที่เพิ่มโน้ตหรือที่ต้องการแก้ไขได้ทั้งหมด เหมือนกับที่เราใส่ข้อมูลไว้บนเว็บไซต์ก่อนหน้านี้
      
       3. มีระบบช่วยเหลือหากมีปัญหาการใช้งาน โดยสามารถคุยกับทีมงานได้ผ่านหน้าต่างแชตได้ทันที
      
       ข้อเสีย
      
       1. ขาดหน้าต่างแชต ดังนั้นจึงอาจจะต้องออนไลน์โปรแกรมสนทนาแบบเห็นหน้าและเสียงอย่าง MSN ควบคู่กันไปด้วย
       2. ฟังก์ชันการ ไฮไลท์ ขีดค่า หากทำกับภาษาไทยคำสั้นๆ อาจจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร (มักจะไฮไลท์เกินคำที่ต้องการ) แต่ภาษาอังกฤษสามารถทำงานได้แบบไร้ปัญหา
      
       สรุป
      
       แนวคิดการทำงานออนไลน์ร่วมกันแบบเรียลไทม์กับเพื่อนที่อยู่กันคนละมุมโลกนี้ กำลังจะเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกมหาศาลและทำให้เกิดบรรยากาศของออฟฟิศเคลื่อนที่ (Mobile Office) ได้อย่างแท้จริงๆ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเว็บไซต์เหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ไมโครซอฟ์ ออฟฟิศ เตรียมบรรจุความสามารถในการทำงานเอกสารออนไลน์ลงไปในโปรแกรม ออฟฟิศ 2010 ของตนด้วย
      
       อย่างไรก็ดี หากคุณต้องการมั่นใจว่าการใช้งาน crocodoc กับไฟล์งานที่เป็นความลับของบริษัท แนะนำว่าให้อัปเกรดเป็นเวอร์ชันโปร ที่มีค่าใช้จ่าย (อ่านรายละเอียดได้ที่นี่) แต่จะมั่นใจได้ว่าเอกสารที่คุณอัปโหลดขึ้นไปจะถูกเข้ารหัสด้วย SSL (Secure Sockets Layer) แบบเดียวกับที่ใช้ในระบบของการช้อปปิ้งสินค้าออนไลน์ หรือการทำธุรกรรมของธนาคารแบบออนไลน์ และป้องกันด้วยไฟร์วอล์อีกชั้นหนึ่ง จึงมั่นใจได้ว่าการทำงานของคุณจะราบรื่น และปลอดภัยอย่างแน่นอน
      
       เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ crocodoc
      
       ผู้ร่วมก่อตั้ง crocodoc เป็นทีมงานหัวกระทิจากมหาวิทยาลัย MIT หรือ Massachusetts Institute of Technology ซึ่งมีผลงานคล้ายกัน ก่อนหน้านี้ คือ webnotes.net ซึ่งเน้นใช้งานในหมู่ผู้คณาจารย์และนักศึกษา แต่สำหรับ crocodoc เน้นกลุ่มคนทั่วไป
      
       สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ สามารถส่งอีเมล์ไปที่ contact@crocodoc.com เพื่อขอรหัสผ่าน API แล้วนำฟีเจอร์การแก้เอกสารออนไลน์ไปใส่ในเว็บไซต์ของตัวเองได้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://crocodoc.com/api/
      
       ในปีค.ศ. 2010 นี้หลายคนอาจจะรู้แล้วว่า การมีเว็บไซต์สักหนึ่งเว็บไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ โดยไม่ต้องลงโปรแกรมใดๆ และอาศัยเพียง "เบราว์เซอร์" หรือโปรแกรมเปิดดูเว็บไซต์อย่างเดียวก็ทำให้คุณมีเว็บไซต์ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
     
       และบริการที่ว่านั้นก็มีมากกว่า 10 เว็บไซต์ ซึ่งแบ่งเป็นทั้งเว็บไซต์ที่เน้นการให้ข้อมูลและรูปภาพเหมือนเว็บไซต์ที่สร้างโดยมืออาชีพทั่วไป ซึ่งก็ได้แก่ Weebly l ใช้ "เว็บ" สร้าง "เว็บ" แค่คลิกๆ เขียนๆ ก็เสร็จแล้ว! ที่เราได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ รวมไปถึงเว็บไซต์ที่เน้นกราฟิกหรูหรา เป็นแฟลชทั้งเว็บอย่าง WIX.com ด้วย
     
       แต่สิ่งที่เราจะมาแนะนำในวันนี้เป็นอะไรที่พิเศษ และแปลกกว่านั้นอีกสเต็ป นั่นก็คือ เว็บไซต์ที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่กับบริการที่ไม่คุ้นเคย แต่กลับสามารถเลือกใช้ "บล็อก" ยอดฮิตทั่วโลกที่หลายคนอาจจะใช้ประจำอยู่แล้วอย่าง เวิร์ดเพลส (Wordpress.com ) บล็อกเกอร์ (Blogger.com) และ ทัมเบลอร์ (Tumblr) แล้วมาตกแต่งหน้าตาใหม่ ใส่สารพัดฟีเจอร์ที่ผู้ให้บริกาบล็อกต้นฉบับเหล่านี้ให้เราไม่ได้
     
       stiqr.com (อ่านว่า สติ๊กเคอร์) คือ เว็บไซต์ที่ช่วยให้คุณแก้ไขหน้าตาและฟีเจอร์ของบล็อกยอดฮิต (ที่ปกติจะมีเทมเพลตหรือธีมตายตัว) ได้โดยแค่ลากแล้ววางองค์ประกอบของเนื้อหาต่างๆ ไปยังตำแหน่งที่ต้องการบนหน้าเว็บ ซึ่งไม่ต่างอะไรไปจากการติดสติ๊กเกอร์ที่ผนัง หรือหลังตู้เย็นเลยทีเดียว! ทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาเข้าสู่ระบบของผู้ให้บริการบล็อกนั้นๆ อีกด้วย แถมยังแก้ไขข้อมูลได้ทุกเวลาที่ต้องการ จากทุกเบราว์เซอร์ที่อยู่ตรงหน้าคุณ
     
      

     
       วิดีโอสาธิตการใช้งาน Stiqr
     
      


     
       และสำหรับคนที่อยู่ในวงการเว็บอยู่แล้ว ทั้งดีไซน์เนอร์ และโปรแกรมเมอร์ ก็ยังนำมันไปใช้ตกแต่งกับเว็บไซต์อื่นๆ ของคุณได้ เช่น เว็บขายของ เว็บบอร์ด หรือระบบจัดการเนื้อหาอื่น (CMS) แล้วคุณจะรู้ว่าการแก้ไขเว็บบ่อยๆ ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าเบื่ออีกต่อไป
      
       ถึงตอนนี้ ทีมงานเชื่อว่าคุณอาจจะคิดในใจว่า "ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีอะไรแบบนี้ด้วย!" ทีมงานเองก็รู้สึกแบบนี้เมื่อก่อนที่จะลงมือเขียนรีวิวนี้เช่นกัน
     
       วิธีการใช้งาน stiqr 4 ขั้นตอน
     
       


       

     
       1. ติดตั้งโค้ดพิเศษของ stiqr ลงในธีมของบล็อก 
     
       ขั้นตอนสำคัญที่สุดของการใช้งาน stiqr คือ การใส่โค้ดเฉพาะของ stiqr ลงไปโค้ดในเว็บบล็อกเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นตำแหน่งเดียวกับที่คุณจะต้องไปแก้ไขดีไซน์ของบล็อกนั่นเอง
     
       คลิกที่นี่ แล้วเลือกโลโก้ของบล็อกที่คุณใช้อยู่ จากนั้นก็ใส่โค้ดด้านล่างนี้ลงไปในตำแหน่งบนของโค้ดที่เขียนว่า (ที่มักจะต้องอยู่ด้านล่างสุดของโค้ดบล็อก) ขั้นตอนนี้ทำครั้งแรก และครั้งเดียว
     
      

     
       ตัวอย่างการใส่โค้ดของ stiqr สำหรับบล็อกเกอร์
     
       วิธีการ เข้าสู่ระบบของบล็อกเกอร์ > เลือกที่แผงควบคุม (Dashboard) > เลือกที่รูปแบบ (Layout) > ดูเมนูย่อยด้านล่างที่เขียนว่า "แก้ไข HTML" (EDIT HTML) > แปะโค้ดของ Stiqr ลงไปที่เหนือ
     
      

     
       ตัวอย่างการใส่โค้ดของ stiqr สำหรับทัมเบลอร์ 
     
       วิธีการ เข้าสู่ระบบของทัมเบลอร์  > Customize > Theme > แปะโค้ดของ Stiqr ลงไปที่เหนือ
     
      

     
       ตัวอย่างการใส่โค้ดของ stiqr สำหรับเวิร์ดเพลส
       

       วิธีการ
 เข้าสู่ระบบของเวิร์ดเพลส  ดูที่ Appearance > เลือก Editor > ไปหาไฟล์ที่ชื่อ footer.php  เปิดไฟล์ขึ้นมา > ค้นหา > ใส่โค้ด Stiqr ลงไป > เลือก Update File
     
      

     
       * บริการของ Stiqr ใช้ได้เฉพาะคนที่ติดตั้งโปรแกรมเวิร์ดเพลสลงไปในเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น คนที่สมัครสมาชิกจากเว็บไซต์เพื่อใช้งานออนไลน์ระบบของเวิร์ดเพลสยังไม่รองรับให้แก้ไขโค้ดในธีมของบล็อก
     
       2. กดปุ่ม Shift +f2 ที่แผงปุ่มกดของคอมพิวเตอร์ จะปรากฎหน้าต่างขึ้นมาหน้าจอให้คุณลงทะเบียนเพื่อใช้บริการของ Stiqr ก่อน โดยกรอกที่อยู่อีเมล์ และพิมพ์รหัสผ่าน
     
       3. จากนั้นจะมีหน้าต่างแจ้งบอกว่าคุณได้สมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้ว
     
       4. กด Shift + f2 อีกครั้ง ก็จะมีเครื่องมือลอยขึ้นมาที่ด้านล่างของหน้าจอบล็อก เลือเครื่องมือต่างๆ เพื่อตกแต่งบล็อกของคุณได้ในทันที
     
      

     
       แนะนำเครื่องมือ 6 อย่างของ Stiqr
     
      

     
       1. Text:  ใส่เนื้อหาต่างๆ ลงไปเพิ่มในหน้าบล็อก เพราะปกติธีมบล็อกมักจะมีช่องให้กรอกข้อมูลที่จำกัด เช่น ชื่อบล็อก สโลแกนบล็อก แต่ด้วย Stiqr เราสามารถใส่ข้อความ ทำให้เป็นลิงก์เพิ่มได้ตามต้องการ ปรับขนาด สี และรูปแบบตัวอักษรได้ รองรับภาษาไทยได้
     
       2. Image : ใส่ภาพ โดยเลือกได้จากแกลอรี่ที่มีอยู่แล้ว จะเป็นในรูปแบบไอค่อน หรือเลือกอัปโหลดเซ็ทภาพสวยๆ ของตัวเองขึ้นไปก็ได้
     
      

     
       เวลาจะเลือกใช้ภาพใด ให้กดที่ภาพนั้น ภาพก็จะไปปรากฎเหนือบล็อก ให้เราเลือกลาก และวาง หรือ ลดขนาดได้เอง และเวลาย่อรูปให้ลากเม้าส์จากที่มุมขวาล่าง พร้อมกับกดปุ่ม Shift ไปพร้อมกัน เพื่อให้ภาพคงสมดุลของสัดส่วนภาพไว้
     
       3. Shapes: สามารถใส่รูปทรงสี่เหลี่ยมสีต่างๆ เพื่อตกแต่งบล็อกได้
     
       4. Background: เปลี่ยนภาพ หรือสีพื้นหลังของบล็อกได้ดังใจ
     
       5. HTML/CSS: ให้คุณแปะวิดเจ็ท (Widgets) ต่างๆ ได้ เช่น วิดีโอจากยูทูบ ตัวเลขนับจำนวนคนเข้าชมเว็บ หน้าต่างแฟนเพจของเฟสบุ๊ก ฯลฯ
     
       6. Apps: สามารถใส่หน้าต่างข้อความล่าสุดของทวิตเตอร์ได้ โดยเลือก Free Apps > เลือก Juitter - Display tweets on your website จากนั้นใส่ชื่อผู้ใช้ของทวิตเตอร์ พร้อมกับจำนวนของข้อความที่ต้องการนำมาแสดงที่หน้าแรกของบล็อก จากนั้นลากกล่องแสดงข้อความจากทวิตเตอร์ไปวางในตำแหน่งที่ต้องการ
     
       วิธีแก้ไขข้อมูลสติ๊กเกอร์ที่เพิ่มจาก Stiqr
     
       
เมื่อใดที่คุณต้องการแก้ไของค์ประกอบใดๆ ก็เพียงคลิกขวาที่ชิ้นงานนั้นแล้วเลือกคำสั่งต่างๆ เช่น Duplicate (ทำซ้ำ) Send Back (นำไปวางไว้ข้างหลัง) เป็นต้น
     
      

     
       และถ้าหากคุณต้องการแก้ไขสติ๊กเกอร์ทั้งหมด ให้ดูที่แถบเครื่องมือด้านล่างแล้วกดปุ่ม Manage my Stickers > ดูรายชื่อสติ๊กเกอร์ที่ต้องการแล้วกดปุ่ม Edit
     
      

     
       ทุกครั้งที่คุณเลือกใช้เครื่องมือใดๆ วางองค์ประกอบต่างๆ ไปบนหน้าเว็บ จะทำการบันทึกข้อมูลไว้ทันที และผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นแบบที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า (web-based WYSIWYG web editor) และทำให้ไม่ต้องปวดหัวกับการแก้ไขโค้ด สลับหน้าต่าง หรือ รีเฟรชหน้าจอไปมาอีกต่อไป
     
       ต่อจากนี้ เมื่อใดที่คุณต้องการแก้ไขหน้าตาของบล็อก ก็เพียงเข้าที่ที่อยู่เว็บบล็อก จากนั้นก็กดปุ่ม Shift+F2 แล้วใส่รหัสผ่านของ Stiqr ก็จะสามารถแก้ไขข้อมูลได้ทันทีที่ต้องการ ในทุกเบราว์เซอร์
     
       และนี่คือผลลัพธ์ของการใช้ Stiqr ตกแต่งบล็อกของบล็อกเกอร์
     
      

     
       โดยได้แก้ไขหน้าตาบล็อกด้วย Stiqr โดยการอัปโหลดรูปของตัวเอง เลือกรูปจากไอคอนที่มีให้ ใส่วิดเจ็ทของทวิตเตอร์ ใส่คลิปวิดีโอ ใส่วิดจิทนับจำนวนคนเข้าชมเว็บ ภายในเวลาไม่กี่นาที ก็ได้บล็อกที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร และมีฟีเจอร์มากมายอีกด้วย
     
       ดูหน้าตาบล็อกเกอร์ที่ตกแต่งด้วย Stiqr แบบเต็มๆ ที่นี่
     
      

     
       ถึงแม้บล็อกนั้นจะแก้ไขเนื้อหาด้วย Stiqr แล้ว แต่เมื่อดูจากเบราว์เซอร์ไหนๆ ก็ได้ผลเหมือนกัน
     
      

     
       หลังจากคุณได้รู้จักกับ Stiqr ในวันนี้ ก็ทำให้รู้ว่าเราสามารถเป็นทั้งดีไซน์เนอร์ โปรแกรมเมอร์ และเจ้าของบล็อกในคราวเดียวกัน
     
       ขอชม
     
       - แก้ไขบล็อกได้ง่ายมาก ติดตั้งโค้ดครั้งเดียว ทำให้แก้ไขบล็อกได้กับทุกเบราว์เซอร์ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องใช้ความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมใดๆ ทั้งสิ้น
       - รองรับการใส่ข้อมูลภาษาไทยได้ 100%
       - นอกเหนือจากการใช้กับบล็อกแล้ว ยังนำโค้ดนี้ไปใช้กับเว็บไซต์ประเภทอื่นได้อีก
     
       ขอติ
       

       
- การใช้งานด้วยเบราว์เซอร์ของกูเกิล โครม ยังไม่เสถียรเท่าใดนัก
       - แอปฯ ยังมีให้เลือกใช้น้อยไปหน่อย แต่เชื่อว่าในอนาคตต้องมีเพิ่มมาอีกแน่นอน
     
       เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Stiqr 
     
       การเขียนชื่อ Stiqr เป็นการเขียนตามแบบฉบับของการตั้งชื่อเว็บ 2.0 หรือ การทำให้เว็บไซต์เป็นเสมือนกับโปรแกรม แต่ใช้งานผ่านเบราว์เซอร์โดยไม่ต้องลงโปรแกรมให้ยุ่งยาก (Software as a Service (SaaS)) ซึ่งมักจะนิยมตัดสระ E ออก เพื่อให้ชื่อเว็บสั้นลง จำง่าย และไม่ซ้ำกับชื่อโดเมนที่เคยจดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเว็บยอดนิยมที่ใช้เทคนิคการตั้งชื่อเว็บแบบนี้ก็มีอีกมากมาย เช่น Flickr, Tumblr, หรือแม้กระทั่งทวิตเตอร์ ก็ยังมีชื่อเดิมคือ twttr ด้วย
     
       ในตอนนี้บริการของ Stiqr ยังเป็นเวอร์ชันทดลอง จึงไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ทีมงานระบุว่าหากคุณได้สมัครใช้งานในเวอร์ชันทดลองตั้งแต่แรก เมื่อเปิดเวอร์ชันจริงก็ยังจะให้ใช้สมาชิกที่สมัครตั้งแต่เป็นเวอร์ชันทดลองได้ใช้งานฟรีด้วย ฉะนั้นรีบเป็นสมาชิกก็ไม่เสียหาย
     
       ข้อมูลทั้งหมดของสติ๊กเกอร์ที่เราติดไว้บนบล็อกนั้นจะถูกเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ด้วยระบบการประมวลผลบนกลุ่มก้อนเมฆ (Cloud Computing) โดยบริการของ Amazon EC2 และ Rackspace
     
       สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องเว็บและสนใจความสามารถขั้นสูงของ Stiqr  เช่น การ
       การทำให้เว็บไซต์ที่เพิ่มเนื้อหาด้วย Stiqr สามารถค้นหาด้วยเว็บค้นหาชื่อดังได้ (Search Engine Optimizer) ก็สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
http://esign.adobe.com ช่วยให้คุณเซ็นเอกสารได้ง่ายๆ
      
       ขึ้นชื่อว่างานเอกสาร หลายคนให้คำนิยามมันว่า "น่าเบื่อ" แต่ปัจจุบันก็ถูกเพิ่มความหมายที่เกี่ยวข้องไปอีกว่า "สิ้นเปลืองทรัพยากร" จึงเป็นเหตุให้ทุกๆ ออฟฟิศในทุกวันนี้ล้วนแต่ต้องลงทุนด้านไอที เพื่อประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิตอลในการทำงานแทบทั้งสิ้น เช่น การส่งอีเมล์, SMS แทนการส่งจดหมายผ่านไปรษณีย์ การพูดคุยกันผ่านหน้าต่างแชตแทนที่จะต้องเดินทางไปพบเจอกัน การพรีเซ็นต์เทชันผ่านคอมพิวเตอร์ แทนที่จะเป็นการพิมพ์เอกสารเป็นปึกใหญ่ๆ ออกมาดู เป็นต้น
      
       แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่ได้หรือไม่กล้าปรับตัวสู่ยุคดิจิตอลกันมากนัก ก็มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องเชิงกฎหมาย ซึ่งก็มักจะถูกเชื่อมโยงถึงการลงลายมือชื่อเป็นหลักฐาน ซึ่งมักจะใช้ในด้านเงินการธนาคาร การประกันภัย หรือใช้กับการติดต่อสถานที่ราชการ ในโอกาสนี้เราจึงอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับเว็บไซต์ที่ช่วยให้คุณ "เซ็นชื่อรูปแบบดิจิตอล" ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย
      
       esign.adobe.com คือ เว็บไซต์ในเครือของอโดบี ผู้นำด้านซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ระดับโลก ทำหน้าที่ให้คุณและพันธมิตรธุรกิจลงลายมือชื่อในเอกสารหรือข้อตกลงต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ไม่มีค่าใช้จ่าย และนำไปใช้อ้างอิงทางกฎหมายได้อีกด้วย
      
       

      
       ข้อดีของการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (eSignature) มีดังนี้
      
       ปลอดภัย - ผู้ลงลายมือชื่อทุกคนสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ซึ่งมีการเข้ารหัสอย่างแน่นหนา (สังเกตได้จากตัวอักษร https ที่แถบที่อยู่เว็บ)
      
       ประหยัด - ไม่ต้องเสียค่าส่งเอกสาร ติดแสตมป์ หรือแม้แต่ต้องพิมพ์เอกสารออกมาหลายๆ ครั้ง และยังไม่เปลืองเนื้อที่เก็บกระดาษอีกด้วย
      
       สะดวก - การันตีว่าเอกสารจะไม่สูญหาย สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ทั้งยังไม่ต้องแนบไฟล์หรือส่งแฟกซ์หากันหลายๆ รอบ
      
       วิธีการใช้งานเซ็นชื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย eSignature
      
       เว็บไซต์ลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ของอโดบีนี้มีความตั้งใจออกแบบให้ง่ายต่อการเข้าถึงมากที่สุด จึงมีการแบ่งขั้นตอนการใช้งานออกเป็น 5 ขั้นตอนอย่างละเอียด โดยเบื้องต้นคุณและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทางธุรกิจทุกคน จำเป็นจะต้องสมัครเป็นสมากชิกของเว็บไซต์ eSignature ที่นี่ (คลิกที่ปุ่ม Free Sign up ฟรี)
      
       แนะนำว่าควรใช้ชื่อและนามสกุลจริง (เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น) เพราะระบบจะสร้างลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์จากชื่อนี้ให้โดยอัตโนมัติ (แต่สามารถอัปโหลดลายเซ็นจริงของตัวเองทีหลังได้)
      
       ขั้นแรกของการสมัคร เมื่อสมัครเสร็จก็ต้องยืนยันตัวเองจากอีเมล์ที่ส่งมา จากนั้นจะต้องกรอกชื่อผู้ใช้เพื่อเข้าระบบ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นบัญชีสมาชิกของอโดบี (Adobe ID) และครั้งที่สองเป็นการเข้าใช้ระบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทั้ง 2 ครั้งใช้ชื่อบัญชีและรหัสผ่านเดียวกัน
      
       
<

      
       1. ผู้ที่ร่างเอกสารเพื่อต้องการให้ผู้อื่นลงชื่อ จะทำการอัปโหลดเอกสารไฟล์ PDF ขึ้นไปยังเว็บไซต์ (ขนาดไฟล์ต้องไม่เกิน 25 เมกะไบต์) พร้อมเขียนคำอธิบายเกี่ยวกับเอกสารนี้ (เป็นภาษาไทยได้)
      
       

      
       ระบบจะทำการอัปโหลดไฟล์ขึ้นเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว
      
       

      
       จุดนี้เน้นย้ำว่าให้ใช้ชื่อเอกสารที่สื่อถึงเนื้อหาของเอกสาร ควรเป็นภาษาอังกฤษ ไม่เว้นวรรค เพราะไม่สามารถแก้ไขชื่อไฟล์เอกสารทีหลังได้
      
       2 กรอกอีเมล์ของทุกคนที่คุณต้องการให้ลงลายเซ็น (ไม่สามารถใส่บัญชีอีเมล์ของเราเองที่สมัครใช้บริการนี้ก่อนแล้วได้) ถ้าต้องการใส่มากกว่า 1 คนให้กดปุ่ม Add more
      
       

      
       3. เลือกกำหนดวันส่งไฟล์ (สามารถแก้ไขทีหลังได้) และสามารถเลือกได้ว่าให้ส่งอีเมล์แจ้งเตือนเมื่อสมาชิกทุกคนเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้วได้ (Send email reminder)
      
       

      
       4. พิมพ์ชื่อหัวข้อ และ เนื้อหาที่จะแนบไปกับอีเมล์ (เขียนเป็นภาษาไทยได้)
      
       

      
       5 เลือกเซ็นเอกสาร เลือกได้ว่าตัวเราเองจะเป็นผู้เซ็นก่อน (i sign first) หรือ เซ็นเป็นคนสุดท้าย (i sign last) ก็ได้
      
       

      
       ขั้นตอนสำหรับผู้ร่วมเซ็นเอกสาร
      
       คุณจะได้รับอีเมล์แจ้งเตือนจากพันธมิตรว่ามีเอกสารพร้อมรอให้คุณเซ็นอยู่ เมื่อคลิกที่ลิงก์ด้านล่างแล้วก็จะเข้ามาที่เมนูด้านบนชื่อว่า"Awaiting Your Signature" จากนั้นก็จะพบกับเอกสารที่รอเราเซ็นอยู่
      
       

      
       คุณสามารถอ่านเอกสารได้บนเว็บทันที (เหมือนกับการเปิดด้วยโปรแกรม Acrobat Reader) หากเห็นว่าถูกต้องทั้งหมดแล้วก็ให้คลิกที่ปุ่ม"Proceed to sign" เบื้องต้นคุณจะเห็นเป็นลายเซ็นที่ระบบสร้างให้อัตโนมัติ ซึ่งก็ดึงมาจากชื่อผู้ใช้เมื่อคุณทำการสมัครสมาชิกนั่นเอง
      
       

      
       หากต้องการใส่ลายเซ็นของตัวเองที่เป็นภาษาไทยก็สามารถทำได้ โดยการเข้าไปที่เมนูด้านบน "Signature Profiles" จากนั้นเลือก Add New Profile แล้วเลือกอัปโหลดภาพลายเซ็นของเรา (ขนาดไฟล์ไม่เกิน 1 เมกะไบต์) ขึ้นไปยังระบบ และเมื่อจะเซ็นก็เลือกที่ "Select Profile" แล้วเลือกที่ชื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่ Default
      
       

      
       เมื่อลูกค้าเซ็นครบก็สั่งพิมพ์ได้เลย
      
       กลับมายังผู้ที่เป็นคนร่างเอกสาร ขั้นตอนจากนี้ก็เหลือเพียงรออีเมล์แจ้งกลับมาว่าสมาชิกทุกคนได้เซ็นเอกสารครบแล้ว ให้เราไปดาวน์โหลดเอกสารเก็บเอาไว้ในเครื่อง หรือสั่งพิมพ์ทีหลังก็ได้
      
       

      
       สิ่งสำคัญคือ เมื่อดาวน์โหลดไฟล์มาแล้ว จะเปลี่ยนแปลงชื่อไฟล์ไม่ได้ มิฉะนั้นจะเปิดไฟล์ดูเนื้อหาภายไม่ได้ ดังนั้น แนะนำว่าอย่าเก็บไฟล์ใหม่ (ที่มีการเซ็นแล้ว) ไปไว้ที่แฟ้มเดียวกับไฟล์ต้นฉบับ เพื่อป้องกันการบันทึกเอกสารทับซ้อนกัน
      
       ตรวจดูเอกสารที่เซ็นเสร็จแล้วอีกครั้ง
      
       เมื่อเปิดไฟล์ที่เซ็นเสร็จแล้วด้วยโปรแกรม Adobe Reader จะสังเกตว่าจะมีแถบสีฟ้าขึ้นมาเหนือไฟล์เอกสาร เพื่อระบุว่าเอกสารชิ้นนี้ได้ผ่านการเซ็นชื่อแล้ว (Certified by eSignature) โดยมีอโดบีเป็นผู้รับรองความถูกต้องว่าก่อนเอกสารชิ้นนี้ถึงมือคุณ จะต้องไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหาใดๆ ในเอกสารได้ และเอกสาร หรือถ้าโปรแกรม Adobe Reader เวอร์ชันเก่าๆ ก็จะมีหน้าต่างเปิดมาเพื่อระบุว่าเอกสารนี้ผ่านการรับรองจากอโดบีแล้ว
      
       

      
       ขณะเดียวกัน ถ้ามีคนเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในเอกสารก่อนถึงมือคุณแถบสีฟ้าก็จะไม่ขึ้นมาเลย
      
       หากต้นฉบับมีเอกสาร 2 แผ่น เมื่อผ่านการเซ็นจะมีเพิ่มอีกแผ่น เป็นแผ่นสำหรับแสดงลายเซ็นโดยเฉพาะ และทุกมุมขวาของหัวกระดาษจะมีการระบุเลขประจำตัวของเอกสารชิ้นนั้น โดยจะมีทั้งตัวเลขและตัวอักษรสลับกันไปถึง 32 ตัว เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ
      
       

      
       อาจกล่าวได้ว่า สำหรับคนไทยในปัจจุบัน ชีวิตใหม่ที่ไร้ซึ่งการใช้กระดาษอาจจะดูเป็นเหมือนโลกแห่งจินตนาการมากกว่าจะใช้งานได้จริง แต่สำหรับต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาได้ใช้การลงลายมือถืออิเล็กทรอนิกส์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน
      
       อย่างไรก็ดี กฎหมายของประเทศไทยก็ได้เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้แล้ว โดยข้อความส่วนหนึ่งโดยสรุปของ พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ระบุว่า "อักษร อักขระ ตัวเลข เสียงหรือสัญลักษณ์อื่นใดในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หรือหน้าที่ เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยอมรับในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น แม้ว่าจะมีการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ข้างต้นก็ตาม แต่ลายมือชื่อฯ ที่จะถือเป็นลายมือชื่อที่มีผลทางกฎหมาย โดยจะต้องใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อรับรองข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน ซึ่งวิธีการนั้นจะต้องเชื่อถือได้"
      
       และหน้าที่พิสูจน์ว่า วิธีการใช้งานลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นเชื่อถือได้ก็เป็นหน้าที่ของอโดบี โดยปรากฎเป็นสัญลักษณ์ Certified by eSignature ที่มุมขวาล่าง ท้ายเอกสารที่เซ็นด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกฉบับนั่นเอง
      
       

      
       ข้อดี
       * ใช้ได้ฟรี ต่างจากเว็บไซต์ลงลายมืออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่มักจะต้องเสียค่าใช้จ่าย
      
       * ทำงานได้ราบรื่นขึ้น ไม่ต้องแนบไฟล์ส่งเมล์หรือแฟกซ์ไปมา ใช้ได้ทันทีในกรณีเร่งด่วน เช่น การยืนยันการอนุญาตให้ผ่าตัดได้ เป็นต้น ทั้งยังเซ็นงานได้ตลอดเวลาไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ต
      
       * ประหยัดขึ้น ไม่ต้องใช้กระดาษ เปลืองหมึกหรือสแตมป์
      
       * สามารถอัปโหลดลายเซ็นภาษาไทยไปใช้ได้
      
       ข้อเสีย 
       * ทุกฝ่ายที่ร่วมเซ็นสัญญาจะต้องเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ก่อน ซึ่งอาจจะดูไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่ได้เข้าถึงคอมพิวเตอร์บ่อยๆ
      
       * การใช้งานครั้งแรกอาจจะต้องสมัครสมาชิก และเข้าสู่ระบบหลายครั้ง แต่ต่อไปก็จะสะดวกขึ้น
      
       * ไม่สามารถระบุชื่อผู้ใช้เป็นภาษาไทยได้
      
       * ยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลาย
      
       เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวข้องกับ eSignature ของอโดบี
      
       บริการนี้เป็นหนึ่งในการใช้เทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า การเก็บและแบ่งปันข้อมูลบนก้อนเมฆ (Cloud computing) ซึ่งยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ แต่ก็สามารถทำงานได้อย่างดี มีวิธีการใช้ที่ชัดเจน ทำให้ง่ายต่อผู้ที่ไม่คุ้ยเคย
      
    ที่มา: www.manager.co.th
10:11 PM | Posted in
10 Template | FLA | XML | SWF | Fonts


Download Click Here
Category:
��
2:53 AM | Posted in ,

Full Programs Reviews (Nice Stars) WordPress theme


Full Programs Reviews (Nice Stars) is an premium WordPress theme with theme options page. Suitable for any niche.

Features:

Options Page
Featured Content
Featured Video
125×125 banners ready (easy editable from admin options)
468×60 banner ready (easy editable from admin options)
Three columns
Gravatar on Comments
Compatible with latest WordPress versions
Widgets Ready
SEO Optimized
Fixed width
Logo .PSD file included in theme folder.
Tested and compatible with all major browsers: IE, FF, Safari
Admin Options Features:

Featured Content
Featured Video
Logo image
Twitter
Header 468×60 pixels banner code
125×125 pixels banners
Sidebar Ads/Banners
Header and Footer script codes

Demo:http://www.digzip.com/software/



Addthis Sharing Gadget